[Fic] Start Again[XS] Chapter.6
posted on 08 Sep 2009 21:22 by mukkuk in KHRFanFictionXS
Start Again
Chapter : 6
Rate : -
Note : ฟิคสั้นต่อจาก The End ค่า ><
----------------------------------------
...ติ๊ก...ติ๊ก...
เข็มนาฬิกาค่อยๆขยับทีละน้อย เวลากำลังเคลื่อนผ่านไปจากวินาทีสู่วินาที จากนาทีสู่นาที และกลายเป็นชั่วโมง กลายเป็นวัน เป็นเช่นนี้เรื่อยไป..ไม่มีวันหยุดยั้ง
ภายในบ้านไม้หลังน้อยที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่บนเนินเขาชานเมือง จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่ามันคือสถานที่ที่นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งอิตาลีกำลังใช้เป็นที่พักพิง ขณะรอคอยให้พิรุณกลับคืนมา
แว่วเสียงน้ำแข็งกระทบกับแก้วสีใส ก่อนจะตามด้วยของเหลวสีอำพันที่รินลงมา...เมรัยเลิศรสช่วยขับกล่อมอารมณ์ให้สุนทรี แม้ว่าแต่ละวันจะผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย แต่เพียงความคิดว่าอีกไม่นานมันก็จะกลับมา..ก็เพียงพอที่จะเหนี่ยวรั้งนภาสีดำไม่ให้จมอยู่ในความโกรธเกรี้ยวได้
"วันนี้วันที่ 7 แล้ว ไอ้สวะ..." เสียงทุ้มเอ่ยกับตนเองแผ่วเบา ดวงตาคู่สีโลหิตทอดมองพิรุณที่ตกลงมาเคล้าเคลียกับหยาดหิมะ อุณหภูมิของอากาศหนาวเย็นลงทุกทีแต่สำหรับชายผู้มีเพลิงพิโรธในครอบครองแล้ว เพียงแค่นี้ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรมากนัก "...พรุ่งนี้ถ้าแกไม่กลับมา ฉันจะไปฆ่านังสวะนั่นซะ"
เสียงหัวเราะแผ่วดังกังวานในความเงียบงัน แซนซัสรู้ว่าถึงอย่างไรคนที่รักษาคำสัตย์อย่างฉลามคลั่งก็จะกลับคืนมาดังกำหนดนัด...มันจะกลับมาหาเขาแม้ว่ามันจะไม่ต้องการสักเพียงไรก็ตามที แต่มันจะกลับมา..แน่นอน
...ฉันรอแกอยู่ สควอโล่...
+++++++++++++
...เช้าของวันที่ 8...
มันเป็นวันที่เทรเซียเต็มไปด้วยความกระวนกระวายกว่าวันใดๆ หญิงสาวตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่พลางเฝ้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังแตะเส้นขอบฟ้าบอกชัดถึงการเข้าวันใหม่ที่เธอไม่อยากให้มาถึงเสียเหลือเกิน
ทำไมกันนะ..? ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่าให้วันนี้มาถึงโดยเร็ว แต่พอมันมาถึงจริงๆแล้ว..ฉันกลับไม่อยากให้คุณไปจากฉัน สควอโล่...
ฟันคมขบลงมาบนริมฝีปากจนรู้สึกได้ถึงรสจางๆของคาวโลหิต จากวันนั้นที่เธอยอมเปิดใจให้เขาแม้จะลอบตัดสินใจไว้แล้วก็ตามว่าจะยอมรับเพียงความช่วยเหลือโดยจะไม่ยอมให้ใจต้องมาเสี่ยงอีก...และยิ่งเมื่อสควอโล่เอ่ยปากว่าจะอยู่ช่วยแค่ 1 สัปดาห์ มันก็ทำให้เธอนึกโล่งอกในวันคืนอันน้อยนิดนั่น แม้ว่าสุดท้ายแล้ว 7 วันที่ว่านั้นจะกลายเป็นความทรงจำอันแสนวิเศษสำหรับเธอก็ตาม...
พวกเขาต่างย้ายมาพักในห้องสูทของพนักงานระดับสูงที่ถูกจัดเตรียมไว้ในอาคารบริษัท...การลงทุนเพื่อหาเงิน 20 ล้านยูโรมาสำเร็จลุล่วงไปภายในวันที่ 4 นับแต่การมาถึงของฉลามคลั่ง และ 3 วันจากนั้นคือการช่วยดูแลและสอนให้เธอรู้จักเล่ห์กลของธุรกิจ...มันทำให้เทรเซียได้ใกล้ชิดกับชายที่อาจดูโผงผางหยาบคาย หากโดยเนื้อแท้แล้วกลับอ่อนโยนกว่าผู้ใด...มากขึ้น..มากขึ้น....ใกล้ชิดมากขึ้นจนเธอรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
และมันก็คงเป็นแค่ความฝันจริงๆ เนื่องจากเวลาที่ถูกกำหนดไว้ในตอนแรกได้หมดลงแล้วในวันนี้ เมื่อแว่วเสียงน้ำฝักบัวภายในห้องอาบน้ำที่เชื่อมห้องสูททั้งสองเข้าด้วยกันเงียบลงแล้วตามด้วยเสียงของเสื้อผ้าเสียดสีกัน แล้วในนาทีต่อมาร่างโปร่งของฉลามคลั่งแห่งวาเรียก็ก้าวออกมา
"วันนี้ตื่นเช้าดีนี่?"
เรียวคิ้วสีเงินเลิกขึ้นน้อยๆเมื่อเห็นหญิงสาวที่ยืนรอรับหน้าตนอยู่ มันเป็นเช้าที่เหมือนกับเช้าของเมื่อ 7 วันก่อนที่ตนเดินจากแซนซัสมา ต่างกันก็เพียงว่าในตอนนั้นผู้ที่รอเขาอยู่คือแซนซัสและในวันนี้คือเทรเซีย แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร...ทั้งคู่ต่างก็เลือกที่จะเพียงมองมานิ่งๆราวกับจะเอ่ยห้ามโดยไร้วาจาไม่ให้เขาจากไปกระนั้น?
"คุณ...จะไปแล้วจริงๆหรือคะ?"
เสียงหวานเจือสะอื้นที่ดังขึ้นจุดรอยยิ้มให้ปรากฏบนมุมปากได้รูป ไม่ได้นึกอยากจะเปรียบเทียบแต่อย่างใด แต่มันก็ทำให้ฉลามคลั่งอดมิได้ที่จะรู้สึกถึงความแตกต่างของวันทั้งสองวันขึ้นมา และความแตกต่างนั้นย่อมเป็นการที่คนอย่างบอสแห่งวาเรียจะไม่มีทางเอ่ยรั้งตนด้วยเสียงที่บอกถึงการยอมแพ้เช่นนี้เป็นแน่
เพราะนภารู้จักเพียงชัยชนะ
เพราะนภาต้องการเพียงการครอบครอง
และเพราะนภานั้นให้อย่างไรก็ยังคงศักดิ์ศรีแห่งนภา
และเพราะเช่นนี้..ฉันจึงไม่อาจละสายตาจากแกได้จริงๆ แซนซัส
ช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ห่างเหินแม้จะเต็มไปด้วยงานที่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหลับนอน แต่สควอโล่ก็พบว่าตนเองได้อาศัยเวลาเหล่านั้นในการขบคิดมากขึ้น...ขบคิดจนท้ายสุดแล้วคำตอบที่ว่านั้นอาจจะรอเพียงแค่ให้ตนกล้าพอจะยอมรับในความเสี่ยงก็เป็นได้
ความเสี่ยงที่สุดท้ายตน..ก็อาจเป็นได้เพียงของเล่นชั่วข้ามคืนของนภาอีกเช่นเคย!!
"บอกแล้วนี่ว่าฉันมีเวลาอยู่ที่นี่แค่ 7 วันเท่านั้นแล้ววันนี้ฉันก็มีธุระสำคัญต้องไปทำด้วย" มือกลคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายไหล่ รอยยิ้มที่มอบให้แก่เทรเซียคือรอยยิ้มอย่างที่เพื่อนจะมีให้แก่กัน "อีกอย่างเธอน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอที่คนที่เธอเกลียดขี้หน้าอย่างฉันจะไปจากที่นี่ซะทีน่ะ?"
"มัน...ฉัน...."
มือนุ่มกำแน่นจนเจ็บแปลบ แม้ว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่ตรงหน้าแต่กลับเสมือนว่าเขากำลังจากไปไกลและทิ้งเธอไว้ให้อยู่กับความเดียวดายอีกครั้ง
...หากไม่พูดออกไปตอนนี้ ก็คงจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว...
ณ เวลานี้ที่ความรู้สึกของการสูญเสียเด่นชัดในห้วงคำนึง ความแค้นที่เป็นอุปสรรคต่อความรู้สึกของตนมาตลอดก็ถูกวางทิ้งไว้โดยมิพักจะหยิบยกขึ้นมาอีก เพราะช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความใกล้ชิดระหว่างกัน แลกเปลี่ยนบทสนทนา พูดคุยในเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง จนไปถึงการเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความอ่อนโยนที่ฉลามคลั่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกห่อหุ้มไว้ในรังไหมอันอบอุ่น รู้สึกว่าความรักนั้นเป็นเช่นไร
"..ฉันไม่แค้นคุณอีกแล้ว มันเป็นอย่างที่คุณว่า..พ่อของฉันตายอย่างสมเกียรติในฐานะนักดาบคนหนึ่ง เขาคงพอใจที่อย่างน้อยก็ได้ประดาบกับคุณ...และสำหรับฉัน.." เทรเซียกุมมือเรียวที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ แต่ในเวลานี้กลิ่นคาวเลือดนั้นกลับไม่ได้สำคัญต่อเธอมากไปกว่าความต้องการที่จะเหนี่ยวรั้งชายคนนี้เอาไว้ "...คุณเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างฉันในเวลาที่ฉันไม่มีใคร คุณเป็นคนเดียวที่ช่วยเหลือฉัน ทำให้ฉันหลุดพ้นจากความแค้น ทำให้ฉันรักษาบริษัทของพ่อเอาไว้ได้ หนี้บุญคุณที่ฉันติดค้างคุณคงไม่ใช่อะไรที่จะใช้หมดได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ว่า.........."
"เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้ทำไปเพราะหวังให้เธอติดหนี้ฉัน" สควอโล่ว่าอย่างไม่ถือเป็นสาระ เพราะสิ่งที่เขาทำ..ก็เป็นเพียงเพราะอยากทำเท่านั้นเอง
"ค่ะ ฉันทราบดี" วงหน้าหวานแย้มรอยยิ้มอย่างอ่อนใจ ช่วงเวลาสั้นๆที่ได้อยู่ด้วยกันทำให้เทรเซียรู้ว่ากับผู้ชายคนนี้มีแต่ต้องพูดออกมาเท่านั้นจึงจะทำให้เขาเข้าใจได้ "และสิ่งที่ฉันจะบอกนี่ก็ไม่ใช่เพราะต้องการใช้หนี้แต่อย่างใด แต่มันเป็นความจริงจากใจของฉัน...ฉันรักคุณค่ะ สควอโล่ ได้โปรดอยู่เคียงข้างฉัน"
ร่างบางเขย่งเท้าขึ้นแตะจุมพิตแผ่วๆบนริมฝีปากสีอ่อนของอีกฝ่าย มันคือคำสารภาพรักที่งดงามที่สุดเท่าที่ผู้ชายที่ใช้ชีวิตเปื้อนเลือดคนหนึ่งจะเคยได้ยินมา และหากว่าสควอโล่เป็นคนทั่วไปแล้ว การที่ได้รับความรักจากหญิงงามที่มีจิตใจอันเข้มแข็งเช่นนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะปฎิเสธความรักจากเธอ ทว่า...น่าเสียดายที่เทรเซียมอบความรักให้กับผู้ชายผิดคน!?
"............ฉัน..ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น แต่ว่า..." รอยยิ้มบางๆที่ปรากฏบนมุมปากได้รูปแทนคำขออภัย แทนความสงสารและสุดท้ายคือความอ่อนใจที่มีต่อคำสารภาพรักนั่น คำสารภาพที่เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกไปจาก.... "ขอโทษนะ...."
"คุณสควอโล่..."
ความงุนงงสับสนปรากฏในดวงตาคู่งาม เมื่อหญิงสาวยกมือขึ้นอย่างหมายจะไขว่คว้าหาชายที่เธอรักแต่มันกลับพบเพียงอากาศธาตุ เมื่อสควอโล่กระโดดขึ้นไปยืนบนกรอบหน้าต่าง ดวงตาสีน้ำแข็งมองมา เป็นการอำลาตลอดไป
"ตอนนี้กิจการบริษัทอยู่ในสภาพที่ดี และเธอเองก็เข้มแข็งขึ้นแล้ว เทรเซีย...หลังจากนี้มันคงจะดีกว่าถ้าเธอจะไม่พบฉันอีก จงอย่าก้าวเข้าใกล้โลกมืดถ้าเธอไม่แน่ใจว่าจะเอาชีวิตรอดได้..."
ความต้องการที่สำเร็จดังปรารถนา ดวงตาคู่สีเขียวที่มองตอบกลับมาบัดนี้ไร้ซึ่งความชิงชัง ไร้ซึ่งความเจ็บปวดหรือการตัดพ้อที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังมองดูตนเองอีกครั้ง และถึงแม้ว่าปมความรักจะยากคลายออกก็ตามที แต่สควอโล่ก็รู้ว่าเทรเซียในวันนี้ขอเพียงใช้เวลาอีกสักหน่อยย่อมจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่ก้าวเดินต่อไปเบื้องหน้า โดยมิพักกลับมาสนใจอดีตอีก
...อยากให้เธอเข้มแข็งขึ้น อย่าได้เป็นแบบฉัน เพราะฉะนั้นจงอย่าคิดถึงหรือต้องการในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย...
"ฉันน่ะให้ยังไงก็เป็นคนรักของเธอไม่ได้หรอก....ลาก่อน เทรเซีย ออกัสต้า"
แล้วร่างโปร่งก็พลันกระโดดออกไปทางหน้าต่าง ชายเสื้อสีดำปลิวสะบัดตามแรงลมคือสิ่งสุดท้ายที่หญิงสาวได้เห็นก่อนที่คนที่เธอรักจะหายไปจากเบื้องหน้าของเธออีกครั้ง ทิ้งให้เธอต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกครา...เพราะเวลาได้หมดลงแล้ว!!
กลับไปหาแซนซัสแบบนี้จะดีแล้วรึไงนะ?
ตลอดช่วงของการเดินทางกลับไปยังบ้านไม้หลังน้อยแห่งนั้น สควอโล่นึกถามตนเองมาตลอดด้วยคำถามเดิมๆ ดีแล้วหรือที่จะกลับไป ดีแล้วหรือที่จะต้องพบเจอกับคนๆนั้น คนที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็พันธนาการตัวตนของเขาไว้เสมอ
ที่จริง..การหนีในตอนนี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีอยู่ เพราะฉลามคลั่งทระนงเกินกว่าจะยอมตระบัดสัตย์ เมื่อได้ให้คำมั่นว่าจะกลับไป ต่อให้ต้องทำเช่นไรก็จะยังคงกลับไป...แม้ว่าการกลับไปนั้นจะเป็นเหมือนการก้าวเดินสู่ขุมนรกด้วยตนเองก็ตาม...เพราะสควอโล่รู้ว่าแซนซัสไม่ใช่คนที่มีความอดทนในการรอนัก ที่จริงแล้วเวลากว่าสัปดาห์ที่หมอนั่นยอมอดทนไม่ลากคอเขากลับวาเรียโดยใช้กำลัง ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนเป็นอันขาด
นั่นคือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆที่สควอโล่มองเห็นในตัวนภาสีดำ...วันเวลา 2 ปีไม่ทำให้พวกตนรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่มันได้เพิ่มหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกแปลกใจในทุกครั้ง ทั้งความใจเย็นที่มีมากขึ้น ทั้งการยอมรับฟังในสิ่งที่เขาพูด ทั้งการยอมโอนอ่อนไม่ใช้กำลังบังคับเสมอไป และยัง...ความอ่อนโยนภายในอ้อมกอดนั่นที่มันทำให้เขาเริ่มเสพย์ติดในการหลับไปโดยอยู่ในอ้อมกอดของผืนนภา จนการนอนหลับตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย โหยหาในตัวตนของคนที่เขาเคยสาบานว่าจะไม่มีวันพบอีก
ทั้งที่อยากให้เทรเซียเลิกยึดติดในตัวใคร แต่ทำไมฉันกลับเฝ้ายึดติดในตัวของหมอนั่นกันนะ?
คำตอบอาจมีเพียงอย่างเดียวนั่นคือ สายเกินไป!
สายเกินนับแต่วันที่ดวงตาสีน้ำแข็งได้สะท้อนซึ่งเปลวไฟสีฉาน สะท้อนซึ่งสีโลหิตที่เปรอะเปื้อนกายของคนๆนั้น และนับแต่วันนั้นมาพิรุณก็ถูกพันธนาการไว้ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี...อย่างไม่มีวันจะหลีกหนีพ้น!
มือกลผลักประตูรั้วให้เปิดออก รองเท้าบูทพาตนวิ่งผ่านเข้าไปในตัวบ้าน เสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงเป็นจังหวะเดียวกับเสียงฝีเท้าของตน เมื่อดวงตาคู่งามได้สะท้อนภาพของร่างหนาผู้กำลังนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่น มือหยาบยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ ก่อนจะปามากระทบกับศีรษะของฉลามคลั่งอย่างแรง!
เพล้ง!!
"ทำบ้าอะไรของแกวะ!?"
หยาดน้ำสีอำพันหยดจากเรือนผมลงมาตามใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ไม่ได้เจ็บอะไรนักแต่มันนึกขัดใจกับนิสัยที่ชอบเห็นเขาเป็นเป้าซ้อมมือของอีกฝ่าย เมื่อร่างสูงที่นั่งอยู่ห่างออกไปพลันเดินใกล้เข้ามา
"กลับมาช้าเป็นบ้า.."
มือแกร่งลากนิ้วลงมาจากเรือนผมสีเงินสู่วงหน้าที่ขาวซีดด้วยความหนาว รอยยิ้มอย่างสาแก่ใจปรากฏบนใบหน้าคร้ามเมื่อก้มลงใช้สิ้นไล้เลียซับความหวานของสุราที่ผสมผสานกับความหอมหวานของเรือนกายนี้อย่างลงตัว
และโดยไม่รู้ว่าทำไม...ทั้งที่ศีรษะยังปวดหนึบจากแรงกระแทก ทั้งที่มันควรจะน่าอายกับการลวนลามจาบจ้วงที่ได้รับ แต่ภายใต้อ้อมกอดที่ประคองตนไว้หลวมๆ สควอโล่กลับรู้สึกว่าตนกำลังยิ้ม เป็นรอยยิ้มของคนที่ได้กลับมาในสถานที่ที่ต้องการในที่สุด ได้กลับมาถึงบ้านในที่สุด
...สุดท้ายแล้วฉันก็หนีแกไปไม่พ้นจริงๆ....
"ฉันกลับมาแล้ว แซนซัส.."
++++++++++++++
... 1 ชั่วโมงต่อมา...
"ขอกำลังเสริม!"
"มีศัตรูบุกรุก!!"
เสียงตวาดที่เคยคุ้นดังขึ้นทันทีที่ร่างในชุดสีดำสองร่าง หนึ่งอยู่ในเครื่องแบบวาเรีย ขณะที่อีกหนึ่งเป็นเพียงชุดรัดกุมธรรมดาก้าวเดินฝ่าเข้าไปภายในคฤหาสน์หลังงามของเป้าหมายอย่างผ่าเผย...ภารกิจในคราวนี้คือการสังหารทุกคนในที่นี้ให้หมดสิ้น และนำเอกสารลับของวองโกเล่ที่ถูกขโมยมากลับคืน
งานกระจอกเป็นบ้า..!
ฉลามคลั่งคิดอย่างหงุดหงิด ร่างโปร่งยืนพิงกำแพงมองเหล่าเศษสวะที่วิ่งเข้ามารนหาที่ตายภายใต้เพลิงพิโรธอย่านึกเบื่อหน่าย ที่จริงแล้วภารกิจในครั้งนี้มันง่ายเสียจนอาจไม่จำเป็นต้องให้บอสแห่งวาเรียเป็นผู้ลงมือด้วยตนเอง แต่การที่คนพวกนี้ได้รับเกียรติเช่นนี้ก็คงเป็นเพราะการที่แซนซัสเป็นคนที่อยู่ใกล้สถานที่นี้ที่สุดก็เป็นได้
และก็ถือเป็นโชคร้ายของไอ้พวกบ้านี่จริงๆ
ดวงตาคู่สีน้ำแข็งมองภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้าด้วยสายตาเฉยเมย กลิ่นควันไฟ กลิ่นคาวเลือด กลิ่นดินระเบิดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คุ้นเคยอยู่ในความทรงจำ เช่นเดียวกับเสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงปืนที่ดังไม่ขาดสาย...มันคือสมรภูมิที่ฉลามคลั่งไม่ได้เข้าร่วมมากว่า 2 ปี แต่ยังคงจดจำได้ชัดเจน
ที่ตรงกลางของห้องโถงคือร่างสูงของชายผู้ได้รับนามแห่งนภา เปลวไฟรายล้อมร่างนั้นราวเกราะป้องกันและอาวุธที่พร่าผลาญชีวิตของศัตรูที่ต่างก็พยายามหนีเอาตัวรอด หากไม่มีใคร..ไม่มีผู้ใดที่จะรอดชีวิตไปจากความตายของเพลิงพิโรธ และไม่มีใครที่จะรอดชีวิตไปจากปืนในมือของนภาได้!!
เปรี้ยง!
ศีรษะของชายที่กำลังวิ่งมาที่ตัวฉลามคลั่งถูกระเบิดแตกกระจุย เศษชิ้นส่วนมันสมองเปรอะเปื้อนพื้นอย่างชวนให้น่าขยะแขยง หากสำหรับสควอโล่แล้ว..ร่างโปร่งเพียงมองศพนั้นโดยไม่ได้นึกตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ด้วยชายหนุ่มยังคงขบคิดไตร่ตรองถึงบางสิ่งบางอย่าง
...จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงก่อนที่หากว่าไม่ได้ติดเรื่องภารกิจแล้วล่ะก็..เขาอาจจะยังคงยอมอยู่ในอ้อมกอดของผืนนภาต่อไป มันก็ทำให้สควอโล่จำต้องยอมรับกับตนเองอย่างเต็มฝืนว่าอิสระทางใจที่เคยคิดว่ามีนั้น ได้หมดสิ้นลงอีกครั้งหนึ่งแล้ว...
ไม่ว่าเมื่อไหร่ฉันก็ไม่อาจขัดขืนแกได้
ไม่ว่าเมื่อไหร่ฉันก็ไม่อาจละสายตาไปจากแกได้
ไม่ว่าเมื่อไหร่ฉันก็ไม่อาจลืมเลือนแกได้ซะที
ทว่า..อิสระที่สูญเสียไปนั้น หมายความว่าเขาจำต้องยอมสูญเสียอิสระทางกายด้วยรึเปล่า?
แม้จะไม่ได้นึกชิงชังวาเรียจนไม่อยากกลับไป แม้จะไม่ปฏิเสธว่าแท้จริงแล้วก็อยากพบรุ่นที่ 9 อีกสักครั้ง แต่เพียงความคิดว่าจะต้องกลายเป็นเพียงของเล่น เป็นแค่ตัวหมากที่ยืนอยู่ระหว่างชายชรากับแซนซัส มันก็ทำให้สควอโล่รู้สึกหนาวเยือกไปจนถึงหัวใจ
ไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีก...ไม่อยากเป็นแค่เครื่องมือของพวกแกอีกแล้ว!!
มือกลกำแน่นด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย มันคือความรู้สึกอย่างที่ทำให้เมื่อ 2 ปีก่อนเขาเลือกที่จะหลบหนีจากมา และวันนี้ความรู้สึกที่ว่าก็อาจจะกำลังกลับคืนมาอีกครั้ง..แล้วคราวนี้เขาควรจะทำเช่นไรเล่า? ต้องทำยังไงจึงจะเป็นอิสระจากนภาเสียที?
"มัวแต่คิดอะไรโง่ๆอยู่ได้ ไอ้สวะ!!"
พลันเสียงตวาดเตือนดังก้อง ให้ร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นมองทันได้เห็นคมดาบที่เงื้อฟาดฟันลงมา!!
ฉัวะ!
คมดาบติดมือกลแทงทะลุหัวใจของผู้คิดลอบทำร้ายก่อนที่คมดาบของอีกฝ่ายจะทันแตะถึงตัว โลหิตหยดลงมาจากปลายคม..เป็นการฆ่าที่รวดเร็วหมดจดเฉกเช่นมือสังหารชั้นยอด
"ว้อย!! คนกำลังคิดอะไรอยู่ดีๆพวกแกก็อย่ามากวนสิวะ!!" ฉลามคลั่งตะโกนพลางใช้ดาบฟาดฟันกับเหล่าศัตรูที่เริ่มถาโถมเข้ามา "..ถ้าอยากตายนักก็ไปหาไอ้คุณบอสเวรนั่น! ฉันแค่ถูกลากให้มาด้วยเฉยๆว้อย!!"
หากมีหรือที่คนของศัตรูจะสนใจกับคำพูดนั้น และมันก็ทำให้ภายในเวลาไม่กี่นาที ฉลามคลั่งก็ตกอยู่ภายใต้วงล้อมของอาวุธร้ายที่มุ่งเป้ามา แม้ว่ามันจะทำให้รู้สึกหงุดหงิดมากกว่าหวาดกลัวก็ตาม
"ทำงานเข้า ไอ้สวะ..ให้สมกับที่เป็นรองหัวหน้าหน่วยวาเรียหน่อย!"
แซนซัสเอ่ยเสียงหยัน การที่ฉลามคลั่งถูกลากเข้ามาร่วมในวงต่อสู้เป็นอะไรที่น่าขัน เมื่อแม้เจ้าตัวจะดูเหมือนไม่เต็มใจสักเพียงใด แต่ทุกดาบที่ฟาดฟันลงไปนั้นกลับสามารถสังหารศัตรูได้อย่างแม่นยำทุกครั้งไป
"ฉันยื่นใบลาออกไปเป็นชาติแล้วว้อย!!"
"ถ้าฉันยังไม่เซ็นอนุญาต..แกก็รู้ว่าชื่อของแกจะยังคงอยู่ในวาเรียตลอดไป"
มันคือคำตอบที่ทำให้เดือดดาลมากพอกับรอยยิ้มสาแก่ใจที่ช่วยกระตุ้นให้สควอโล่แทบคลั่ง การตัดสินใจที่ยังไม่ลงตัว การถูกยั่วโทสะครั้งแล้วครั้งเล่า มันทำให้คมดาบที่ตวัดฟาดฟันศัตรูใช้ออกจนสุดแรงอย่างหมายระบายอารมณ์
"ซันนา ดี สควอโล่!!"
เพลงดาบท่าถนัดถูกใช้ออก หยาดเลือดสาดกระจายราวสายฝน เสียงแผดร้องที่ดังระงมราวดนตรีขับขานเป็นบทเพลงแห่งความตายที่เทพกระบี่รุ่นที่ 2 เป็นผู้บรรเลงขึ้น และมันก็เป็นเฉกเล่นเดิม...ที่ไม่มีใครที่จะสามารถต้านรับเพลงดาบนี้ได้...
คนหลายสิบคนที่ห้อมล้อมตัวอยู่เมื่อครู่ร่วงลงกองกับพื้น กลับกลายเป็นซากศพที่ไร้ชีวิตจิตใจในชั่วพริบตา เมื่อฉลามคลั่งเบือนหน้าไปทางบอสแห่งวาเรียอย่างหมายเยาะหยันที่อีกฝ่ายชักช้ากว่า ทว่าเมื่อหันกลับไปมองนั้น..ทางฝ่ายศัตรูที่ห้อมล้อมตัวแซนซัสไว้ก็ตายหมดแล้วเช่นกัน!
"รีบไปเอาเอกสารนั่นแล้วก็กลับกันได้แล้ว ไอ้สวะ"
รอยยิ้มเหยียดอย่างรู้เท่าในความคิดปรากฏบนใบหน้าที่ประดับด้วยรอยแผลเป็น การต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แสดงให้เห็นชัดว่าฉลามคลั่งยังคงไม่ลืมเลือนกลิ่นอายของสมรภูมิ และไม่ว่ามันจะรู้ตัวหรือไม่แต่มันก็ยังคงเป็นฉลามขาวแห่งวาเรียอยู่นั่นเอง!
ร่างสูงก้าวเดินนำหน้า โดยมีร่างโปร่งเดินตามหลังมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด มันเป็นการกระทำที่สควอโล่คุ้นชินจนยากจะแปรเปลี่ยนได้ การเดินตามหลังผู้ชายคนนี้ การต่อสู้ร่วมกับผู้ชายคนนี้ และการ.....
ทันใดนั้นเอง กลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งก็พลันวิ่งเข้ามาจากประตูที่อยู่ด้านหลัง หนึ่งในนั้นกวาดมองสถานการณ์โดยรอบเพียงชั่วแวบ ก่อนจะเหนี่ยวไกปืนใส่บอสแห่งวาเรียทันที!!
มันเป็นภาพที่ดูราวกับเชื่องช้ากว่าความเป็นจริง เมื่อฉลามคลั่งทันได้เห็นกระสุนปืนที่พุ่งตรงไปยังด้านหลังศีรษะของผืนนภา แล้วในตอนนั้นเองร่างกายก็พลันเคลื่อนไหว..!?
แคร้ง!!
เสียงกระสุนปะทะเข้ากับใบดาบติดมือกลดังก้อง ก่อนที่กระสุนนัดนั้นจะร่วงลงสู่พื้นอย่างหมดสิ้นอานุภาพในการทำลายอีก ทว่าหากพิจารณาจากสีหน้าซีดเผือดของสควอโล่แล้ว บางทีกระสุนนัดนั้นก็อาจจะได้ส่งผลบางอย่างขึ้นเช่นกัน...อย่างน้อยก็ส่งผลต่อตัวสควอโล่เอง
"อะไร..ทำไมกัน.....?"
เสียงทุ้มขาดห้วงไม่เป็นประโยค เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นำมาซึ่งความตกตะลึงแก่ฉลามคลั่ง ทั้งที่มันไม่ใช่หน้าที่ของตนที่ต้องปกป้องแซนซัสอีกแล้ว ทั้งที่รู้ว่าการทำเช่นนี้มีแต่จะยิ่งพันธนาการตนกับเข้าผืนนภามากขึ้น แต่ทั้งที่รู้...ก่อนจะทันได้รู้ตัวมือก็ขยับเข้าไปขวางเสียแล้ว!?
"เพราะแกเป็นของฉันไงล่ะ!"
เปรี้ยง!
คำตอบดังขึ้นพร้อมกับเสียงลั่นไกปืนที่ทำให้ผู้ลอบทำร้ายถึงแก่ชีวิตในชั่วพริบตา แซนซัสรู้ตัวแต่แรกที่ศัตรูชุดใหม่บุกเข้ามาในห้อง รู้ตัวอยู่แล้วว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามา แต่เพราะเชื่อใจในตัวของฉลามคลั่ง มัน..จึงไม่จำเป็นต้องหลบแต่อย่างใด!
ราวกับอยู่ภายในห้องนี้เพียงสองคน เมื่อมือแกร่งโอบประคองร่างโปร่งเข้าแนบอก ให้แผ่นหลังแบบบางที่สั่นสะท้านเอนพิงลงบนแผ่นอกของตน เป็นการยึดเหนี่ยว เป็นการพันธนาการไว้ให้พิรุณได้เข้าใจในสิ่งที่ควรเข้าใจสักที
"น่าจะรู้นะ..ว่าแกน่ะหนีไปจากฉันไม่ได้!" ในความเงียบระหว่างทั้งคู่ เสียงห้าวที่เอ่ยขึ้นยิ่งตอกย้ำลงกลางใจให้เจ็บแปลบ "..ไม่ใช่ตั้งแต่วันนี้ แต่เป็นตั้งแต่วันที่แกสาบานตัวว่าจะภักดีต่อฉัน..สุดท้ายแล้วถึงแกจะวิ่งหนีไปได้ไกลแค่ไหน แต่อิสระของแกมันก็ขึ้นกับฉันอยู่ดี"
ไม่ใช่ถ้อยคำเหยียดหยัน ไม่ใช่การแสดงความเหยียดหยาม ไม่ใช่แม้แต่น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความพอใจในตนเอง แต่เป็นเพียงการบอกเล่าข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายให้ฉลามคลั่งได้รับรู้ก็เท่านั้น...มันก็เท่านั้นเอง...
...ถ้าแกคิดว่าการไปจากฉันคืออิสระที่แกต้องการ ถ้าเช่นนั้นแล้วผมสีเงินของแกนี่ล่ะ..จะมีมันไว้เพื่อพันธนาการคำสัญญาในกาลก่อนทำไมกัน...
มือหยาบละจากมือนุ่มของคนที่ไร้ถ้อยวาจาใดๆเอื้อนเอ่ย มาแตะลงบนเรือนผมสีเงินยาวสยาย ความยาวของมันลงมาเคล้าเคลียถึงสะโพกสอบเพรียว และชวนให้คิดถึงเวลาที่ร่างโปร่งนอนทอดกายเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงกว้าง โดยมีเพียงตัวเขาและเรือนผมนี้ข้างกายมัน....
"แกเป็นของฉัน สควอโล่"
อีกครั้งกับการย้ำความจริงให้ตระหนัก ริมฝีปากนุ่มสั่นน้อยๆอย่างคนที่ยังไม่อาจรับความจริงได้ อยากจะยอมรับความจริงแต่หวาดกลัวเกินกว่าจะยอมรับมัน ยังไม่อาจทำใจได้กับการต้องถูกจองจำไว้ภายใต้ฟ้ากว้างอีกครั้งหนึ่ง ทว่า....
"ฆ่ามัน!!"
เสียงตะโกนดังก้องจากกลุ่มคนที่คร้านจะรอคอยอีก ปืนกลถูกสาดกระสุนเข้าใส่ร่างสองร่างที่ยืนอยู่กลางห้อง หากไม่มีนัดใดที่จะโดนตัวของฉลามคลั่งเมื่อแซนซัสได้ใช้กายของตนช่วยบังวิถีกระสุนไว้
"แซนซัส!!"
โลหิตที่ฉีดพุ่งออกมาจากบาดแผลบริเวณต้นแขนที่ถูกกระสุนเฉี่ยว กระเซ็นโดนใบหน้าหวาน แม้ว่ามันจะเป็นแผลแรกที่นภาได้รับและอาจเป็นแค่แผลที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรนักแต่สควอโล่ก็แตกตื่นยิ่งกว่าการที่ตนเองจะได้รับบาดเจ็บ ร่างโปร่งพยายามดิ้นรนให้หลุดออกจากอ้อมกอดนี้ เพราะสัญชาตญาณที่ตนมีนั้นคือการปกป้องผืนนภา หาใช่การให้อีกฝ่ายมาปกป้องไม่!?
"ปล่อยสิว้อย!!"
"หนวกหู!!"
บอสแห่งวาเรียเอ่ยเสียงเย็นขณะรัดร่างในอ้อมแขนไม่ให้หลุดออกไปหาที่ตายได้ ดวงตาสีโลหิตทอประกายเหี้ยมเกรียมเย็นชา กระบอกปืนสีดำประทับตราเลขโรมันในมือปรากฏประกายไฟขึ้น ก่อนที่เพลิงพิโรธจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน แล้วเหล่าศัตรูก็ได้เรียนรู้ว่าความตายเป็นเช่นไร!
"สคอตปีโอ ดีร่า!!"
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกกลืนไปภายใต้เปลวเพลิง..........
- - - - TBC. Chapter. 7 - - - -
ตอนต่อไป NC - 17 นะคะ
