[Fic Hobbit2] Blood bond Chapter 22 [NC-xx?]

posted on 10 May 2015 17:25 by mukkuk
 
Blood bond
 
 
Pairing : Thranduil x Legolas
 
Rate : NC-xx?
 
Note : เรามาข้ามกำแพงศีลธรรมด้วยกันเถอะ >///<
 
 

Chapter 22

 

 

บางครั้งโนแลนก็คิดว่า การเลื่อนตำแหน่งใช่จะหมายถึงเรื่องดีๆเสมอไป...

 

เอลฟ์หนุ่มลอบถอนหายใจยาว ร่างสูงพลิกกายหลบจากการโจมตีของออร์คหลายตนที่เข้ามารุมล้อม ก่อนจะสวนกลับไปด้วยความเร็วที่มากยิ่งกว่า สำหรับเขาผู้อยู่ในหน่วยลาดตระเวณมาหลายร้อยปีแล้ว ลำพังแค่ออร์คกลุ่มนี้ก็แทบไม่ทำให้รู้สึกอะไรมากไปกว่าความเบื่อหน่ายรำคาญ เขามั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้ มั่นใจว่าสามารถช่วยปกป้องสหายร่วมรบได้ แต่เขา..ไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะสามารถทำหน้าที่ในฐานะองครักษ์ของเจ้าชายได้!

 

‘นับแต่นี้ไปเจ้าคือรองหัวหน้าหน่วยของเลโกลัส และองครักษ์ของลูกชายข้า’

 

คำบัญชาจากกษัตริย์คือคำขาด และคือสิ่งที่โนแลนให้คำสัตย์ว่าจะทำตามด้วยชีวิต ทว่า..นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดกับการเป็นรองหัวหน้าหน่วย และยิ่งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ากับการเป็นองครักษ์ของเจ้าชาย..ผู้ไม่คิดจะสนใจองครักษ์อย่างเขาเลย

 

อีกครั้งกับเสียงถอนหายใจแรงๆอย่างสุดจะกลั้น แม้ในขณะที่ต่อสู้ หากโนแลนก็ยังคงพะวงมองไปยังร่างโปร่งที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ท่ามกลางหมู่เอลฟ์และออร์คที่ปะปนจนแทบสับสน หากเลโกลัส เจ้าชายเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดก็ยังคงดูโดดเด่นยิ่งกว่าใคร ในมือซ้ายของเจ้าชายหนุ่มคือคันธนูที่ยิงศรออกไปสังหารอมนุษย์ตนแล้วตนเล่า มีดสั้นในมือขวาสะบัดเชือดคอออร์คตรงหน้าอย่างไม่นึกพรั่นต่อหยาดเลือดที่สาดกระเซ็นออกมา สีดำเปรอะเปื้อนลงบนเส้นผมสีทองที่ปลิวไสวท่ามกลางวงล้อมของเหล่าอมนุษย์ที่กลุ้มรุมเข้าหาอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น

 

และแม้ว่านี่จะล่วงเข้าวันที่สิบของการออกลาดตระเวณ และพวกเขาต่างก็อยู่ในสภาพอ่อนล้าเต็มทีในตอนที่ได้เจอออร์คกลุ่มนี้ แต่เพียงแค่ได้เห็นฝีมือการต่อสู้ของเจ้าชาย ได้เห็นความเก่งกาจของเจ้าชายเอลฟ์ของพวกตน มันก็มากพอที่จะเรียกขวัญกำลังใจของพวกเขาให้คืนกลับมา

 

ทว่า..ท่ามกลางขวัญกำลังใจของทุกคนในหน่วย มีเพียงโนแลนที่กลับนึกกลัดกลุ้มใจนัก...

 

หลังจากที่ทอเรียลถูกเนรเทศ โนแลนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองหัวหน้าหน่วยคนใหม่ หากตำแหน่งนี้ยังไม่ทำให้รู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้งมากเท่ากับอีกตำแหน่งหนึ่งที่ถูกมอบหมายมาพร้อมกัน นั่นคือ องครักษ์ประจำตัวเจ้าชาย

 

จริงอยู่ว่าเจ้าชายของพวกเขาไม่ได้อ่อนแอจนอาจล้มตายง่ายๆในการต่อสู้ ตรงข้ามแล้วเจ้าชายของพวกเขาคือนักรบที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่โนแลนเคยเห็น หากก็เพราะเช่นนั้นมันจึงยิ่งนำมาซึ่งความรู้สึกหนักใจยิ่งกว่า เพราะว่าเจ้าชายแข็งแกร่งเกินไป และเพราะว่าตัวเขาไม่อาจแม้แต่จะเทียบกับเจ้าชายได้ ดังนั้น บางครั้งมันจึงกลายเป็นเรื่องยากลำบากในการที่จะไล่ตามไปเพื่อปกป้องคุ้มครองอีกฝ่าย

 

โนแลนขบฟันแน่น ดาบในมือตวัดตัดคอออร์คตรงหน้า ก่อนจะพยายามฝ่าวงล้อมศัตรูเข้าไปหาเจ้าชายอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาอยู่หน่วยลาดตระเวณเดียวกับเจ้าชายเลโกลัส และมันก็เป็นเหมือนเช่นทุกครั้งที่อีกฝ่ายมักจะไล่ตามศัตรูไปโดยไม่สนใจอะไรอื่น ในตอนที่ทอเรียลเคยเป็นองครักษ์ให้กับเจ้าชายนั้น มันยังเป็นเรื่องง่ายที่จะติดตามอีกฝ่าย ก็เพราะว่าเจ้าชาย ‘แคร์’ ทอเรียลมากพอที่จะหยุดรอ แต่สำหรับเขา..มันคงเป็นได้แค่ฝันไปเท่านั้น

 

“กระจายกำลังออกไป ฆ่าพวกมันให้หมด!”

 

เสียงใสออกคำสั่งดังกังวาน มือเรียวงามตวัดดาบตัดศีรษะของหมาป่าวาร์คที่โถมเข้าหา ก่อนจะหมุนกายไปยิงธนูใส่ออร์คอีกตนอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางเช่นนั้นมันเกิดขึ้นจากความเจนสงคราม เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ต่อสู้กับเหล่าอมนุษย์มานับครั้งไม่ถ้วน และทั้งที่รู้ดีว่าควรจะตั้งสมาธิอยู่กับศัตรูตรงหน้า หากเลโกลัสกลับพบว่าใจของตนกลับยังคงจดจ่ออยู่กับเรื่องของใครคนนั้น..เรื่องของคนที่สำคัญที่สุด..

 

...Ada...

 

ฟันคมขบลงมาบนริมฝีปากแรงจนแทบรู้สึกถึงรสชาติของคาวเลือด ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความรู้สึกขมขื่นที่ก่อตัวอยู่ในใจ น่าแปลก..ทั้งที่พวกเขาได้ผูกพันธะกันแล้ว ทั้งที่ควรจะใกล้ชิดกันมากกว่าที่เคยเป็น หากกลับรู้สึกเหมือน..ไกลกันกว่าที่ผ่านมา...

 

นับจากวันนั้นที่เขาได้ยินชื่อของเอไลจาห์อีกครั้ง นับจากวันที่ Ada พาเขากลับไปนอนที่ห้องของเขาเอง นับจากวันนั้นเป็นต้นมา..ที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

จริงอยู่ว่าผู้เป็นบิดายังคงมานอนด้วย แต่มันก็เป็นเพียงแค่การนอนกอด อ้อมแขนนั้นเพียงแค่สวมกอดเขาแนบอกหากกลับไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น ไม่มีแม้กระทั่งจูบ ไม่มีแม้แต่การแตะต้องในเชิงไม่เหมาะสม ทุกคืนอีกฝ่ายจะมาหาก็ต่อเมื่อเขาผล็อยหลับไปแล้ว และเมื่อตื่นขึ้นมาก็กลับพบแต่ความว่างเปล่า และที่นอนข้างกายที่หลงเหลือละไออุ่นเพียงน้อยนิด

 

บางครั้งเลโกลัสอยากคิดว่าผู้เป็นบิดากำลังหลบหน้าเขา ถ้าไม่ใช่เพราะความคิดนั่นมันชวนให้รู้สึกน่าขบขันเอามากๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ธรันดูอิล กษัตริย์เอลฟ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมิร์ควู้ดจำเป็นต้องหลบหน้าใครสักคน มันเป็นไปไม่ได้ ใช่..เป็นไปไม่ได้ ยกเว้นก็แต่ว่านั่นคือความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของเขา

 

‘เอไลจาห์คือใคร?’

 

‘เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเจ้า’

 

แค่เพียงคิดถึงคำตอบที่ได้ยิน ในใจก็เต็มไปด้วยความเจ็บแปลบ ทำไม Ada ถึงเลี่ยงไม่ตอบคำถามเขา! ทำไมเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา! เอไลจาห์คือใครกันแน่และทำไม Ada จึงต้องปิดบังเรื่องนี้จากเขาด้วย!!

 

...ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเดียว หากกลับเป็นหลายเรื่องจนแทบนับไม่ถ้วน เลโกลัสไม่ได้โง่พอที่จะมองไม่ออกถึงบรรยากาศตึงเครียดภายในเมิร์ควู้ด ทั้งการที่จำนวนนักรบในหน่วยลาดตระเวณที่ถูกส่งออกไปมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งการที่เวรยามที่ยืนรักษาความปลอดภัยในวังมีจำนวนมากจนผิดสังเกต เห็นได้ชัดว่ามันมีบางอย่างที่ผิดปกติเอามากๆ แต่ทั้งที่เขาเป็นเจ้าชาย ทั้งที่เขาเองก็เป็นหนึ่งในนักรบของอาณาจักรนี้เช่นกัน แต่กลับไม่มีสิทธิ์จะได้รับรู้ถึงเบื้องหลังเหตุผลของคำสั่งนี้!

 

เขายังมีอะไรที่ไม่เพียงพออย่างนั้นหรือ? ต้องทำยังไงถึงจะได้รับความเชื่อใจจากกษัตริย์เอลฟ์? ต้องทำเช่นไรจึงจะคู่ควรได้รับความไว้วางใจจากอีกฝ่าย??

 

มือเรียวงามตวัดดาบตัดคออมนุษย์ที่ยืนขวางหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว หากไม่ว่าจะสังหารอมนุษย์ไปอีกสักกี่ตน โทสะอันขมขื่นในใจก็ยังคงคุกรุ่นอย่างไม่มีที่ระบายออก ความโกรธที่มีต่อเอไลจาห์ ผู้ที่เกาะกุมความเชื่อใจของ Ada เอาไว้ ความโกรธที่มีต่อ Ada ที่พูดคำว่ารักกับเขาแต่กลับไม่มีสักนิดที่จะเชื่อใจ และ..ความโกรธที่มีต่อตัวเองที่ไม่คู่ควรต่อความเชื่อใจของกษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ด!!

 

ร่างของออร์คตนสุดท้ายล้มลงในที่สุด...เลโกลัสหอบหายใจเบาๆ ดวงตาคู่งามมองหยาดเลือดสีดำที่หยดลงมาจากปลายดาบ การต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว หากในใจของเจ้าชายเอลฟ์กลับยังคงไม่อาจหาความสงบได้ บางครั้งเขาก็อยากจะคิดว่าตนคงโลภมากเกินไป ทั้งที่ได้รับความรักจาก Ada แล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกถึงความไม่เพียงพอ เขาไม่ได้อยากเป็นแค่เด็กน้อยที่คอยให้อีกฝ่ายปกป้อง แต่เขาอยากจะเป็นคนที่สามารถยืนทัดเทียมกับ Ada เขาอยากได้ความรักจาก Ada อยากได้ความเชื่อใจจาก Ada เหนืออื่นใดคืออยากให้ดวงตาสีฟ้าเทาคู่นั้นมองมาที่เขา ไม่ใช่แค่ในฐานะบิดา แต่ในฐานะคนรักที่คู่ควรพอ

 

ทว่า..มันจะเป็นได้จริงหรือ?

 

ฟันคมขบลงมาบนริมฝีปาก เลโกลัสถอนหายใจยาว มือตวัดเก็บดาบเข้าฝัก หากยังไม่ทันได้ออกคำสั่งให้ถอนตัวจากสถานที่แห่งนี้ เสียงตะโกนของโนแลนก็พลันดังขึ้น!!

 

“ระวัง!!”

 

ในดวงตาคู่สีฟ้าสะท้อนภาพขององครักษ์ผู้กำลังวิ่งเข้ามาหาตนด้วยสีหน้าตื่นตกใจสุดขีด เจ้าชายเอลฟ์หันหน้ากลับไปยังทิศทางตรงข้ามตามสัญชาตญาณ เพียงเพื่อจะได้เห็นลูกธนูดอกหนึ่งที่พุ่งตรงเข้ามาโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ศีรษะตน!!?

 

“เจ้าชาย!!”

 

ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่จับจ้องมองมาด้วยความตื่นตระหนก วงหน้างามของเจ้าชายเอลฟ์พลันเบี่ยงออกจากวิถีลูกธนูด้วยความเร็วเกินกว่าจะคาดฝัน คมธนูที่พลาดเป้าแล่นเฉียดผ่านข้างแก้มไปหาโนแลนที่ยืนอยู่ด้านหลัง องครักษ์หนุ่มผู้ทำได้แค่เบิกตามองอย่างรู้ว่าตนไม่มีความสามารถพอที่จะหลบรอดได้ ทว่ามันเป็นตอนนั้นเองก่อนที่ความตายจะมาถึง ลูกธนูดอกนั้นก็พลันถูกหยุดลงในมือเรียวงามที่คว้าจับไว้อย่างแม่นยำ!

 

“ออกมาซะ!”

 

เสียงนุ่มทุ้มกร้าวกังวานปลุกทุกคนในที่นั้นให้ตื่นจากภวังค์ เหล่าเอลฟ์กุมกระชับด้ามดาบในมือแน่น ความตื่นตัวในการต่อสู้กลับคืนมาอีกครั้ง เมื่อมองไปยังทิศทางเดียวกับที่ดวงตาคู่สีฟ้าใสจับจ้องอยู่ ทิศทางเดียวกับที่ธนูดอกนั้นแล่นออกมา

 

แน่นอนว่าพวกเขาไม่เห็นใคร ยิ่งไม่สามารถจับสัมผัสได้ว่ามีใครซ่อนอยู่ที่นั่นหรือไม่ มันน่าแปลกที่มีผู้สามารถหลบรอดจากโสตสัมผัสของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ได้ ทว่าพวกเขาก็รู้ดีเกินกว่าจะนึกสงสัยในคำพูดของเจ้าชายของพวกตน ไม่แม้แต่จะนึกสงสัยในประสาทสัมผัสที่ขึ้นชื่อของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าชายเลโกลัสบอกว่าที่นั่นมีใครสักคนซ่อนอยู่ มันก็ต้องมีอยู่อย่างแน่นอน!

 

เหมือนนานแสนนาน หากก็เหมือนผ่านไปเพียงไม่กี่นาที แค่ไม่กี่นาทีที่คู่สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังยอดไม้ที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก แล้วเสียงหัวเราะบาดหูก็พลันดังขึ้น

 

“ฮะฮะฮะ” 

 

เลโกลัสขมวดคิ้วน้อยๆ น่าแปลกที่เสียงหัวเราะนั่นฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด ดวงตาคู่งามจับจ้องมองไปยังบนยอดไม้สูงอย่างไม่คลาดสายตา กิ่งไม้ ใบไม้สั่นไหวเบาๆแล้วร่างของชายหนุ่มชาวมนุษย์ผู้มีวัยประมาณสามสิบปีก็ปรากฏกายออกมา

 

ในแวบแรกที่เห็น ร่างนั้นแทบดูเหมือนจะกลืนไปกับเงาไม้ด้วยชุดสีเขียวเข้มที่สวมใส่ หน้าไม้ขนาดเล็กในมือขวาดูคุ้นเคยจนแปลกตา และยังใบหน้าที่ตกอยู่ภายใต้เงาเลือนรางจากฮู้ดที่อีกฝ่ายสวมอยู่ มันมีอะไรบางอย่างในตัวชายคนนี้ที่ทำให้เลโกลัสรู้สึกเหมือนตนเคยรู้จักอีกฝ่าย

 

อย่างไม่เข้าใจนัก..ขาซ้ายพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมานิดหน่อย เลโกลัสหรี่ตาลง รู้สึกถึงลางสังหรณ์อันเลวร้ายที่คืบคลานเข้ามา ลางสังหรณ์ที่มาพร้อมกับการปรากฏตัวของชายคนนี้ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเคยรู้จักเมื่อนานแสนนานมาแล้ว...

 

“เจ้าเป็นใคร?”

 

อีกครั้งกับเสียงหัวเราะลั่น ชายผู้นั้นพลันยกมือขึ้น ให้เหล่าเอลฟ์ต่างก็รีบง้างคันธนูอย่างพร้อมโจมตี ทว่าในชั่วนาทีนั้นเองที่เหล่ามนุษย์นับสิบคนพลันปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้รอบด้าน ลูกธนูในมือของมนุษย์เหล่านั้นต่างก็เล็งมาที่พวกเขาเช่นกัน!

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์พวกนี้ฉวยโอกาสที่พวกเขากำลังสู้กับออร์คแอบล้อมกรอบเข้ามาเงียบๆ 

 

เลโกลัสขมวดคิ้วน้อยๆ แม้จะกล่าวได้ว่าอีกฝ่ายอาศัยจังหวะที่พวกตนไม่ทันระวังเข้ามาล้อมกรอบ แต่ในขณะเดียวกันการที่สามารถเข้ามาประชิดตัวในระยะใกล้ขนาดนี้ก็บอกชัดถึงฝีมือของอีกฝ่าย ไม่ใช่แค่พรานป่า ไม่ใช่แค่มนุษย์ทั่วไปที่หลงละเมอว่าสามารถต่อสู้กับเอลฟ์ได้ แต่เป็นกลุ่มมนุษย์ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี จนสามารถแฝงกายเข้ามาใกล้อย่างที่พวกเขาไม่ทันรู้สึกตัว

 

และแน่นอนว่ามนุษย์กลุ่มนี้ย่อมมีเป้าหมายบางอย่าง...

 

มือเรียวงามยกมือขึ้นให้สัญญาณให้เอลฟ์ในหน่วยลดคันธนูลง เลโกลัสรู้ว่าถ้าหากเกิดการปะทะกันขึ้นจริง เอลฟ์เหล่านี้ก็ย่อมจะสามารถยิงธนูตอบโต้ด้วยความเร็วยิ่งกว่ามนุษย์ที่รายล้อมอยู่ และเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายที่เป็นหัวหน้ามนุษย์กลุ่มนี้ก็รู้เรื่องนั้นดี ชายหนุ่มหัวเราะเสียงก้อง รู้ว่าแม้ดูผิวเผินตนจะเหมือนได้เปรียบ แต่หากคิดจะจับตัวเจ้าชายเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดให้ได้แล้ว เขาก็จำเป็นต้องพาคนมามากกว่านี้..อย่างน้อยก็อีกสักหลายสิบคน

 

หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องหาทางล่ออีกฝ่ายไปในสถานที่ที่เขาจะเป็นฝ่ายได้เปรียบแทน..

 

“เจ้าอยากรู้ว่าข้าเป็นใครอย่างนั้นเหรอ?” รอยยิ้มเหยียดออกน้อยๆ มือของชายหนุ่มเลื่อนไปจับที่ฮู้ด ก่อนจะดึงลงพร้อมด้วยเสียงหัวเราะหยัน “หวังว่าจะยังจำใบหน้านี้ได้นะ เจ้าชายน้อย!”

 

ฮู้ดเลื่อนตกลงบนบ่า เผยให้เห็นวงหน้าของชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบต้นๆ ผิวสีแทนคร้ามแดดกับรอยยิ้มบางที่ชวนให้รู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่ใจดี เส้นผมสีเข้มยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความอ่อนโยนและสุภาพของใบหน้านั้น นั่นคือภาพลักษณ์ของชายหนุ่มผู้มีเมตตาที่ไม่ว่าเด็กคนไหนๆก็คงจะหลงเชื่อ เป็นใบหน้าที่ดูดีมีเมตตาจนทำให้เอลฟ์บางคนถึงกับเผลอลดคันธนูลงโดยไม่รู้ตัว

 

ทว่า...สำหรับเลโกลัสแล้ว ชายผู้อยู่ตรงหน้านั้นกลับให้ความรู้สึกที่แต