[Fic Hobbit2] Blood bond Chapter 19 [NC-xx?]

posted on 27 Jan 2015 00:16 by mukkuk
 
Blood bond
 
 
Pairing : Thranduil x Legolas
 
Rate : NC-xx?
 
Note : เรามาข้ามกำแพงศีลธรรมด้วยกันเถอะ >///<
 
 
 
 
 

Chapter 19

 

 

ปัง!

 

ท่ามกลางเสียงสนทนาเซ็งแซ่ บานประตูท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่แห่งเมิร์ควู้ดพลันถูกกระแทกเปิดออกกว้าง เรียกดวงตาของเหล่าเอลฟ์ชั้นสูงในอาณาจักรให้หันไปมองโดยไม่ได้นัดหมาย ทว่าเพียงแค่ดวงตาสะท้อนภาพของร่างสูงสง่าในชุดคลุมกำมะหยี่สีแดงเข้มที่ก้าวเข้ามา พวกเขาต่างก็สูดลมหายใจลึกด้วยความเหน็บหนาว รีบถอยกายออกห่างค้อมศีรษะลงต่ำเปิดทางให้แก่บุรุษผู้ก้าวเดินขึ้นสู่บัลลังก์อันสูงศักดิ์ ขาเรียวยกขึ้นไขว่ห้าง เฉดสีฟ้าเทาที่เยียบเย็นปรายตาลงมายังเหล่าข้ารับใช้ทั้งมวล

 

...อำนาจแห่งผู้เป็นกษัตริย์ ไม่จำเป็นต้องแสดงออก หากสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก...

 

ไม่มีคำพูดใดๆ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนอกจากเพียงการมองอย่างเงียบงัน เนิ่นนานผ่านไปกับความเงียบที่ชวนให้สั่นไหว ดวงตาคู่สีฟ้าเทาที่จับจ้องลงมายังเบื้องล่าง เหล่าเอลฟ์ในสภาที่ปรึกษาที่คุกเข่าอยู่หน้าสุด คล้อยหลังห่างออกไปเล็กน้อยคือเหล่าเอลฟ์ชั้นสูงผู้เป็นกำลังสำคัญของอาณาจักร พวกเขาที่ต่างก็เคยเดินเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยองในศักดิ์ของตน หากเวลานี้กลับทำได้เพียงแค่คุกเข่านิ่งอยู่กับพื้น เหงื่อเยียบเย็นไหลรินโซมกาย มือสั่นระริกน้อยๆภายใต้สายตาที่จับจ้องมองมาของกษัตริย์ผู้กำลังโกรธา

 

จากนาทีกลายเป็นชั่วโมง แม้แต่เหล่านักรบที่ยืนเฝ้าระวังอยู่โดยรอบต่างก็เริ่มตัวสั่นน้อยๆ ความเงียบของผู้เป็นกษัตริย์ดุจดังแรงกดดันที่ถาโถมลงมา แรงกดดันที่บีบบังคับให้ดวงตาทุกคู่ก้มลงต่ำ ไม่มีใครหาญกล้ามองไปยังผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ ยิ่งไม่กล้าพอที่จะมองรอยฟันสีแดงก่ำบนต้นคอของกษัตริย์เอลฟ์ซ้ำสอง

 

..นั่นคือร่องรอยที่เกิดจากการร่วมรัก..ไม่ว่าใครต่างก็สามารถคาดเดาได้ถึงที่มาของรอยแผลชัดเจนที่ปรากฏอยู่บนต้นคอของผู้เป็นกษัตริย์ เพียงแต่ความคิดที่ว่าใครคือเจ้าของรอยฟันนี้ มันกลับทำให้พวกเขารู้สึก..ตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง...

 

หลายชั่วโมงก่อน..เจ้าชายเสด็จกลับมา แล้วมายลอร์ดก็พลันฟื้นตื่นขึ้นอย่างปาฏิหาริย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะก็ยังรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้ มันเกิดอะไรขึ้นในช่วงหลายชั่วโมงที่เจ้าชายหายเข้าไปอยู่ตามลำพังภายในห้องบรรทมของกษัตริย์

 

...พวกเขาได้ผูกพันธะกัน......

 

“ดูเหมือนว่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าบางคนจะพยายามหาเรื่องใส่ตัวอยู่อย่างนั้นสินะ?”

 

ท่ามกลางความเงียบงันอันเนิ่นนาน เสียงนุ่มทุ้มไพเราะดุจเสียงดนตรีดังขึ้นในที่สุด น้ำเสียงที่ไพเราะหากความเยียบเย็นที่แฝงอยู่กลับบาดลึกถึงเส้นประสาทที่กำลังขมึงเกลียวของผู้รับฟัง เหล่าเอลฟ์ต่างก็สะท้านน้อยๆยามที่ดวงตาสีฟ้าเทาคู่นั้นกราดมองผ่าน ดวงตาที่มองลงมาที่ตัวพวกเขาราวกับจะมองทะลุเข้าไปลึกถึงวิญญาณ

 

“มีใครคิดจะสารภาพหรือไม่”

 

ประโยคสั้นๆเยียบเย็น ไร้ถ้อยคำเกริ่นนำให้รับรู้ แต่ก็คงไม่มีใครในที่นี้ที่จะไม่รู้ว่ากษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลหมายความถึงเรื่องอะไร ไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่ากษัตริย์เอลฟ์กำลังกริ้วโกรธต่อใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังแผนการลอบเอาชีวิตเจ้าชาย เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่นี่จะเป็นแผนการของจาเดนตามลำพัง

 

เงียบไปครู่ใหญ่โดยไม่มีใครคิดจะเอ่ยปาก เหล่าเอลฟ์ในสภาที่ปรึกษาต่างก็ทำได้แค่ลอบมองสบตากันไปมา พวกเขาที่ต่างก็พอใจกับความตายของเจ้าชาย แต่กลับไม่แน่ใจนักว่านั่นคือการลงมือของผู้ใด หรือต่อให้นั่นคือการลงมือของตนเอง ก็ยังมีใครล่ะจะกล้าพอที่จะยอมรับออกมาต่อหน้าของกษัตริย์เอลฟ์ผู้กำลังกริ้วโกรธ

 

อีกครั้งที่ความเงียบดำเนินต่อไป ความเงียบที่อาจได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตก ไม่มีใครสารภาพ ไม่มีใครคิดที่จะยอมรับความผิด แล้วกษัตริย์เอลฟ์ผู้งดงามก็ขยับแย้มรอยยิ้มเย็น

 

“ดีมาก” รอยยิ้มแต่งแต้มบนมุมปาก รอยยิ้มที่ขับเน้นให้เห็นถึงความงดงามสูงศักดิ์ ดวงตาคู่สีฟ้าเทาเยียบเย็นลง นิ้วมือเรียวยาววาดออกไปด้านหน้า ก่อนที่ถ้อยคำสั่งจะถูกเอ่ยออกมาชัดเจน “จับตัวเอลฟ์ในสภาที่ปรึกษาทุกคนไปตัดหัวให้หมด”

 

!!!?

 

มันเกินกว่าจะคาดฝัน พริบตาที่ความตกใจเกิดขึ้น เหล่าเอลฟ์สูงศักดิ์ต่างก็พบว่าพวกตนพลันถูกจับกุมตัวเอาไว้ด้วยน้ำมือของหน่วยองครักษ์ กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเมิร์ควู้ด กลุ่มนักรบที่ภักดีและเชื่อฟังคำสั่งจากกษัตริย์เอลฟ์เพียงผู้เดียว!?

 

“มายลอร์ด ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้!!” ท่ามกลางความโกลาหล เคลรอนพลันตวาดกร้าว วงหน้าที่เคยเฉยเมยอยู่เป็นนิจกลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขายังคงแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ไม่อยากเชื่อว่าเอลฟ์องครักษ์ชั้นต่ำเหล่านี้จะกล้ายื่นมือออกมาจับตัวหัวหน้าสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์อย่างเขา เหนืออื่นใดคือไม่อยากเชื่อในการลุแก่อำนาจของกษัตริย์เอลฟ์! “โอโรเฟอร์ บิดาของท่านเป็นผู้แต่งตั้งให้พวกเราเป็นที่ปรึกษาให้กับท่าน ท่านไม่สามารถสังหารพวกเราหรือปลดพวกเราออกจากตำแหน่งได้!!”

 

“อย่างงั้นหรือ?”

 

ธรันดูอิลหัวเราะแล้ว นั่นคือเสียงหัวเราะที่หยิ่งยโส เสียงหัวเราะจากผู้สูงศักดิ์ที่สุดในอาณาจักรเมิร์ควู้ด เสียงหัวเราะที่นำมาซึ่งความหนาวจับใจของทุกคนในท้องพระโรง เพราะในกังวานเสียงที่ไพเราะนั่น..มันกลับไร้ซึ่งความเมตตาโดยสิ้นเชิง

 

“อย่าลืมว่านั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ตอนนี้ข้าคือกษัตริย์ของเจ้า...เหนืออื่นใด....”

 

เสียงนุ่มทุ้มเยียบเย็นดังสายลมในฤดูหนาว เสียงนั้นที่ดังแทรกผ่านเสียงคัดค้านดังเซ็งแซ่จากเหล่าที่ปรึกษา แล้วในชั่วพริบตาที่ร่างสูงพลันผลุดลุกขึ้นยืน ชายผ้าคลุมสีแดงเข้มตวัดพลิ้วเป็นวงกว้าง แล้วแรงกดดันที่ถาโถมลงมาก็มากพอจะสะกดทุกสรรพเสียงให้พลันนิ่งงัน!

 

“พวกเจ้าคิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้ใครก็ตามที่คิดร้ายต่อลูกชายของข้ารอดไปได้!!”

 

ธรันดูอิลตวาดกร้าว โทสะที่ระเบิดออกมามันมากพอที่จะทำให้เอลฟ์ทุกคนในท้องพระโรงถึงกับตัวสั่นระริก เคลรอนสูดลมหายใจลึก พยายามต่อต้านแรงกดดันที่ถาโถมลงมา ทว่าแม้ตัวเขาจะมีอายุมากยิ่งกว่าผู้เป็นกษัตริย์ แต่มันก็เหมือนถูกลิขิตมาแต่แรกว่าเป็นได้แค่ข้ารับใช้ นั่นไม่ใช่แค่ความแตกต่างระหว่างวงศ์วานซินดาร์และซิลวัน แต่เป็นความแตกต่างของความทรงอำนาจในฐานะของผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง

 

...ตัวเขาและเอลฟ์ทั้งหมดในที่นี้ไม่มีผู้ใดที่จะหาญกล้าต่อต้านกษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลได้...

 

ไม่อาจต่อต้าน ไม่อาจขัดขืน ทำได้แค่เพียงหวาดกลัวต่ออำนาจที่เหนือกว่า หวาดกลัวต่อกษัตริย์ผู้กำลังโกรธา

 

“มายลอร์ด!! ได้โปรด..มายลอร์ด!! พวกข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!!”

 

เมื่อรู้ตัวแล้วว่าสิ้นหวัง เสียงร้องขอชีวิตก็พลันดังเซ็งแซ่ ท่าทางอันขลาดเขลาเช่นนั้นมันทำให้เหล่าเอลฟ์คนอื่นๆในท้องพระโรงได้แต่รู้สึกสังเวช หากขณะเดียวกันคำสั่งอันเลือดเย็นนั่นก็ทำให้พวกตนต่างก็อึดอัดใจ แน่นอนว่าคำสั่งของกษัตริย์เอลฟ์ถือเป็นคำขาด ไม่เคยมีใครหาญกล้าพอที่จะคิดต่อต้านคำสั่งของเจ้าชีวิตมาก่อน ที่สำคัญพวกเขาเองก็พอจะเดาออกว่าเหตุการณ์ปองร้ายเจ้าชายในครั้งนี้มันย่อมมีใครสักคนที่ให้ความร่วมมือกับจาเดน และคนผู้นั้นก็ย่อมมีตำแหน่งสูงพอที่จะจัดการให้จาเดนแฝงตัวเข้าไปในกองทัพ เพื่อจะได้ลงมือสังหารเจ้าชายโดยง่าย

 

และผู้ที่มีอำนาจเช่นนั้นทอดตาไปทั่วเมิร์ควู้ด ก็มีแต่เพียงสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์ ทว่า..นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะร่วมมือกัน หากใครเล่าจะคิดว่าเพื่อจะขจัดเสี้ยนหนามให้หมดไป กษัตริย์เอลฟ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมิร์ควู้ดจะตัดสินใจใช้วิธียอมฆ่าคนผิด ยังดีกว่าปล่อยให้คนร้ายลอยนวลต่อ การตัดสินใจอย่างเลือดเย็นนั้นมันชวนให้ย่นระย่อ หากขณะเดียวกันก็น่า..สะพรึงกลัว

 

จริงอยู่ว่ากษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าอารมณ์ และพวกเขาทุกคนต่างก็คุ้นชินไม่มากก็น้อย แต่ว่า..โทสะในครั้งนี้มันแตกต่างออกไป

 

นั่นคือโทสะของกษัตริย์ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดในอำนาจ

 

นั่นคือโทสะของบิดา ผู้เกือบจะสูญเสียลูกชายไปในเกมการเมือง

 

เหนืออื่นใด นั่นคือโทสะของผู้ที่ได้เรียนรู้คำว่ารัก และเกือบจะสูญเสียไปอย่างไม่มีทางหวนกลับ

 

...ไม่มีทางจะเปลี่ยนใจได้เลย... 

 

เหล่าเอลฟ์คนอื่นๆในท้องพระโรงต่างก็ลอบทอดถอนใจ รู้แล้วว่าชะตากรรมของเหล่าที่ปรึกษาคงถึงเวลาดับสูญ เพราะไม่มีใครในที่นี้ที่หาญกล้าพอที่จะพูดโน้มน้าวความตั้งใจของกษัตริย์เอลฟ์ ยิ่งไม่มีใครที่มีความสามารถพอที่จะทำให้ผู้เป็นกษัตริย์เปลี่ยนใจได้ หากจะมีหนทางใดที่ทำให้เหล่าที่ปรึกษารอดชีวิต นั่นก็คงเหลือแต่..รอคอยปาฏิหาริย์เท่านั้น!

 

และแล้ว...ราวกับเป็นชะตาลิขิตให้ผู้บริสุทธิ์ยังไม่ถึงฆาต มันเป็นตอนนั้นเองที่เสียงเอะอะโวยวายพลันดังมาจากด้านนอก เสียงอุทานด้วยความตกใจ แล้วเสียงฝีเท้าหนึ่งก็ก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดลงที่หน้าห้อง...

 

ใครกัน? ใครที่กล้าเข้ามารบกวนในเวลานี้? 

 

ท่ามกลางความสงสัย บานประตูท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่ค่อยๆถูกผลักเปิดออกแช่มช้า เหล่าเอลฟ์ในห้องต่างก็สูดลมหายใจลึก รู้ตรงกันว่าใครก็ตามที่โง่เง่าพอจะเข้ามาในเวลานี้ย่อมไม่มีทางพบจุดจบที่ดีเป็นแน่ พวกเขาแทบจะมองเห็นภาพที่อีกฝ่ายถูกเนรเทศ ถูกไล่ออกไปด้วยโทสะของผู้เป็นกษัตริย์ ทว่า...

 

..เมื่อเงาร่างของผู้บุกรุกก้าวเข้ามาสู่สายตา มันก็กลับทำให้ความคิดเช่นนั้นพลันเลือนหายไป...

 

ที่เบื้องหน้าของบานทวาร แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับเรือนผมสีทองเป็นประกายระยับ วงหน้างามแม้จะดูอิดโรยหากสองแก้มกลับเป็นสีระเรื่อด้วยรสรัก กลีบปากที่ดูอ่อนนุ่มยังคงแดงช้ำด้วยรสจูบ เส้นผมสีทองยุ่งเหยิงเคล้าเคลียกับลาดไหล่ขาวเนียนที่เผยให้เห็นภายใต้ชุดคลุมยาวตัวหลวมที่เห็นได้ชัดว่าเป็นของผู้เป็นบิดา ผ้าไหมสีง