[Fic Kuroko no Basket] Loneliness [Ao*Ki] Round 21

posted on 26 Sep 2014 13:54 by mukkuk
 
**กรุณาอย่านำฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต                     




Kuroko no Basket Fanfic

Title: Loneliness
Author: Muk!
Pairing: Aomine x Kise 
Rating (เฉพาะตอน) : ......

 
 

Round 21 : Again

 

 

แว่วเสียงสวิตช์ไฟถูกเปิด ก่อนที่ร่างโปร่งจะถูกวางลงบนเตียงกว้าง ดวงตาคู่สีน้ำตาลทองเหม่อมองไปรอบๆห้อง อพาร์ตเมนต์ของอาโอมิเนจจิยังคงเป็นเหมือนกับที่จำได้ ทั้งผืนพรมสีเข้มกับผนังห้องสีอ่อน ห้องที่กว้างขวางแต่ก็สะอาดเรียบร้อย ยังคงเป็นห้องห้องเดิม กับคนคนเดิม หากความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว...

 

ในตอนนั้นเมื่อ 1 ปีก่อน ความทรงจำที่มีต่อห้องนี้มีก็แต่ความเจ็บปวด ร่างกายที่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ถูกข่มขืนอย่างทารุณ เสียงกรีดร้องของตนที่ดังก้องอยู่ในหู ความรู้สึกของการมีบางอย่างแทรกลึกอยู่ในกายที่แห้งผาก มันช่าง..ทรมาน หากที่เลวร้ายที่สุดกลับเป็น ชื่อของใครคนนั้นที่อาโอมิเนะ ไดกิพร่ำเพ้อถึง

 

‘เท็ตสึ...เท็ตสึ...’

 

ฟันคมขบเม้มลงมาบนริมฝีปากกับความทรงจำที่แม้จะอยากลืมก็ลืมไม่ได้ เพียงแต่..

 

ดวงตาคู่สีอ่อนช้อนขึ้นมองสบกับดวงตาสีเข้ม ดวงตาคู่นั้นที่มองมาที่เขาราวกับสงสัยถึงความแน่ใจ หลังจากที่เคยลังเลมานาน เคยไม่เชื่อใจมาตลอด หากในเวลานี้เขารู้ว่าเขาจะเชื่อคนคนนี้..จะเชื่อในตัวอาโอมิเนจจิเหนือยิ่งกว่าสิ่งใด แล้วคิเสะก็อ้าแขนออก แย้มยิ้มให้กับคนที่ตนรักเสมอมา

 

“กอดฉันที อาโอมิเนจจิ”

 

...ถึงจะลืมไม่ได้ แต่บางทีเขาอาจจะสามารถสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมาทดแทนได้...

 

ภายในอ้อมแขนที่โอบกอด ร่างโปร่งโอนอ่อนตามมือที่ผลักให้ลงนอนกับเตียง มือคู่นั้นที่สอดเข้ามาใต้เสื้อสเวตเตอร์ตัวหนา และทั้งที่นั่นเป็นมือของผู้ชายเช่นเดียวกับไฮซากิ แต่เพราะนี่คืออาโอมิเนจจิ มันจึงทำให้คิเสะไม่รู้สึกแย่อย่างที่ควรเป็นเลยสักนิด ตรงข้ามแล้วมันกลับทำให้เขารู้สึกดีใจ..ดีใจมากกับสัมผัสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนานั่น เพียงแต่...

 

“อะ..อาโอมิเนจจิ..”

 

วงหน้างามแดงก่ำเมื่อเสื้อสเวตเตอร์ถูกถอดออก และทั้งที่เชื่อใจในตัวอีกฝ่าย แต่ชั่วขณะนั้นมันก็ทำให้คิเสะแทบอยากยกสองมือขึ้นมาปิดบัง เขารู้ว่าอาโอมิเนจจิเห็นอะไร รู้ว่าอาโอมิเนจจิคงจะเห็นร่องรอยที่โชโงะคุงฝากไว้บนตัวเขา และถึงว่านั่นจะไม่ได้เกิดจากความสมยอม แต่มันก็ยังทำให้คิเสะรู้สึก..อับอาย

 

“อย่าอายเลยน่า นายไม่มีอะไรต้องอายเลย คิเสะ”

 

เสียงทุ้มเอ่ยอย่างรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย แม้เปลือกนอกคิเสะจะดูเข้มแข็งสักแค่ไหน แต่ลึกลงไปเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นก็คงฝังลึกอยู่ในใจหมอนี่ ครั้งที่สองกับการเกือบถูกข่มขืน ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ในใจจะไม่หวาดกลัว และหากว่าเวลานี้อ้อมกอดของเขาคือสิ่งที่คิเสะต้องการล่ะก็ สิ่งที่เขาต้องการก็คือการทำให้หมอนี่ลืมเลือนสัมผัสจากคนอื่นไปให้หมดสิ้น ให้จดจำก็แต่เพียงสัมผัสจากมือของเขาก็พอ

 

เอสแห่งโทโอเหยียดยิ้มบาง ร่างสูงโน้มกายลงไป ดวงตาคู่สีน้ำเงินมองยอดอกที่เป็นสีแดงราวกลีบกุหลาบ รู้ว่าไฮซากิคงใช้เวลากลั่นแกล้งบริเวณนี้อยู่นานเกินพอ รู้จากรอยช้ำตัดกับผิวกายขาวเนียนว่าอีกฝ่ายคงไม่ผ่อนแรงแม้แต่น้อย และความคิดนั้นก็แทบจะทำให้อาโอมิเนะอยากกลับไปฆ่าไฮซากิทิ้งซะ ถ้าไม่ใช่เพราะตรงหน้าของเขานั้นยังมีบางสิ่งที่สำคัญกว่า...

 

“อ๊ะ! อะ..อาโอมิเนจจิ..”

 

เสียงใสครางแหบพร่า ร่างโปร่งแหงนเงยหน้าไปด้านหลัง เมื่อปลายลิ้นอุ่นไล้เลียลงมาบนยอดอก ก่อนจะตามด้วยคมฟันที่ขบกัดเบาๆ ไม่แรงพอที่จะทำให้เจ็บ แต่มากพอที่จะทำให้ลมหายใจสั่นระริก ความร้อนในกายพุ่งสูงกับความต้องการที่ถูกปลุกเร้าให้ตื่นตัว

 

“นายหวานไปหมดทั้งตัวเลย”

 

เสียงทุ้มพร่าลงน้อยๆ ปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดรัดรึงยอดอกแสนหวาน รับฟังเสียงครางด้วยความสุขสมของคนในอ้อมแขน คิเสะไม่รู้หรอกว่าเขาปรารถนาช่วงเวลาแบบนี้มานานแค่ไหน ช่วงเวลาที่ร่างโปร่งบางนี่จะยอมอยู่ในอ้อมแขนของเขาด้วยความเต็มใจ ช่วงเวลาที่คิเสะจะเป็นของเขาด้วยความเต็มใจ

 

รอยยิ้มอย่างสมใจปรากฏบนริมฝีปาก ชายหนุ่มแนบจูบเบาๆลงบนหน้าท้องที่เป็นรอยช้ำอย่างปลอบประโลม จูบที่อ่อนโยนหากยิ่งสร้างความหวามไหวให้กับคนในอ้อมแขน คิเสะฝืนเงยหน้าขึ้นมองมือสีแทนที่ค่อยๆดึงกางเกงของเขาลง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นที่จับจ้องมาที่ความตื่นตัวของเขา อดีตนายแบบหนุ่มคล้ายจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายแวบหนึ่ง แล้วปลายลิ้นสากก็พลันไล้เลียลงมา

 

“!!!?”

 

ความสุขสมเข้มแรงพุ่งปราด เสียงกรีดร้องหลุดลอดจากริมฝีปากที่เม้มแน่น แม้จะรู้สึกอายกับปฏิกิริยาตอบสนองของตน แต่ร่างโปร่งก็อดไม่ได้ที่จะแยกขาออกกว้างขึ้นตามสัญชาตญาณ เปิดทางให้ร่างสูงใช้ทั้งมือและปากครอบครองแก่นกายที่ถูกปลุกเร้าจนยากจะทนไหว

 

“อา..อาโอ...”

 

มือขาวเนียนขยุ้มเรือนผมสีเข้มแน่น เมื่อนิ้วหนึ่งกดแทรกเข้ามาภายในช่องทางที่แห้งผาก ปลายนิ้วนั้นที่ค่อยๆสอดเข้าลึกอย่างระมัดระวัง ก่อนที่นิ้วที่สองจะตามเข้ามาช้าๆ

 

ในตอนแรกนั่นเป็นความรู้สึกไม่สบายตัวนักกับการมีบางสิ่งบางอย่างแทรกลึกเข้ามาในกาย แต่นิ้วนั้นก็อ่อนโยนมาก ปลายนิ้วที่ขยับหมุนวนช้าๆอย่างรู้ถึงความอ่อนประสบการณ์ของร่างกายนี้ และโดยไม่รู้ตัว หากความเจ็บปวดกลับค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความสุขสม ร่างโปร่งพยายามหยัดกายรับนิ้วที่สอดเข้ามาลึกขึ้น แต่มันก็เหมือนยังไม่พอ มีบางอย่างที่ยังไม่พอ เขายังต้องการ..มากกว่านี้!!

 

“อาโอมิเนจจิ! อาโอมิเนจจิ!!”

 

เสียงใสกรีดร้องแหบพร่า เสียงที่เรียกชื่อของตนด้วยความปรารถนาอันเข้มแรง มันนำมาซึ่งรอยยิ้มบนมุมปากได้รูป อาโอมิเนะก้มลงมองวงหน้างามที่แดงซ่านด้วยความต้องการ มองร่างกายที่บิดเร่าด้วยความสุขสม แล้วชายหนุ่มก็ทาบทับกายลงมา บดขยี้ริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มอย่างโหยหา

 

คิเสะครางเสียงแผ่ว มือโอบกอดต้นคออีกฝ่ายแน่น ริมฝีปากที่ทาบทับลงมามันนำมาซึ่งความรู้สึกหวานล้ำ กลีบปากนุ่มเผยอออกรับลิ้นอุ่นที่สอดแทรกเข้าหา มันไม่ใช่ครั้งแรกกับจูบที่ได้รับ แต่มันคงเป็นครั้งแรกจริงๆกับจูบที่ทำให้เขารู้สึกตัวว่าเป็นที่รัก..ของใครสักคน

 

เหมือนนานแสนนานก่อนที่ริมฝีปากจะละออก ดวงตาคู่สีน้ำเงินมองสบกับดวงตาสีอ่อน ชั่วขณะที่พวกเขาทำได้แค่มองตากันด้วยลมหายใจที่ยังคงสั่นเทา ร่างกายยังคงเกร็งเขม็งด้วยความต้องการที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย แล้วคิเสะก็พบว่าตนถูกจับพลิกให้ขึ้นมาอยู่ด้านบน เรียวขาขาวเนียนคร่อมทับอยู่บนต้นขาแกร่ง และดวงตาสีเข้มที่เจือด้วยความปรารถนาคู่นั้นที่กำลังจับจ้องมาที่เขา พร้อมด้วยรอยยิ้มบาง

 

“ครั้งนี้ทำอย่างที่นายต้องการเลย คิเสะ”

 

ทำอย่างที่เขาต้องการ? 

 

ชั่วขณะที่คำพูดนั้นทำให้ร่างโปร่งชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สีน้ำตาลทองจับจ้องมองแก่นกายที่แนบชิดกับต้นขา ขนาดของมันทำเอาวงหน้างามถึงกับแดงก่ำ หากไม่ใช่เพราะเคยนอนกับอาโอมิเนะมาแล้วถึงสองครั้ง เขาก็คงไม่มีทางเชื่อจริงๆว่าสิ่งนี้จะเข้าไปในร่างกายของตนได้อย่างไร

 

เมื่อเห็นท่าทางที่เหมือนลังเล มือแกร่งก็ลูบหลังมือแบบบางเบาๆ ผิวกายที่รุ่มร้อนกลับนำมาซึ่งความสงบในใจที่เคยเต้นรัวแรงไม่เป็นส่ำ

 

“เชื่อใจฉันสิ คิเสะ” มือแกร่งชักนำร่างโปร่งให้ขยับตัวสูงขึ้น ริมฝีปากแย้มออกเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่หาได้ยากของเอสแห่งโทโอ “ขยับอย่างที่นายต้องการได้เลย”

 

รอยยิ้มนั่นล่อลวงให้หวั่นไหว หากคำพูดกลับหลอกล่อให้เกิดความกล้า แม้จะเคยมี sex มามากมายหลายหน แต่คิเสะ เรียวตะก็เคยนอนกับผู้ชายแค่สองครั้ง สองครั้งกับคนคนเดิม และสองครั้งนั่นก็เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นการข่มขืน และถึงว่าครั้งนี้เขาจะยินยอมด้วยความเต็มใจ หากประสบการณ์เลวร้ายที่เคยได้รับก็ไม่ใช่สิ่งที่จะลืมเลือนไปได้โดยง่าย ครั้งแรกมันเป็นการข่มขืนทางร่างกาย ถูกทารุณ บอบช้ำจนแทบลุกเดินด้วยตัวเองไม่ได้ หากครั้งที่สองกลับเป็นการข่มขืนทางจิตใจ แม้ว่าร่างกายจะสุขสม หากมันกลับไม่ได้เป็นด้วยความเต็มใจของเขา และครั้งนี้..ครั้งนี้....

 

แพขนตาสีอ่อนกะพริบเบาๆ มันเป็นตอนนี้เองที่คิเสะเพิ่งรู้สึกตัวว่า ทั้งที่เขาเต็มใจแต่ลึกลงไปก็ยังอดกลัวไม่ได้ และอาโอมิเนจจิก็คงจะรู้สึกได้ถึงเรื่องนี้ ถึงได้เปิดโอกาสให้เขาเป็นคนควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ให้ครั้งนี้เขาได้เป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

“ใจดีจัง อาโอมิเนจจิ”

 

รอยยิ้มหวานปรากฏบนริมฝีปากสีอ่อน แม้จะหวาดกลัวและไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แต่คิเสะก็ยอมรับว่าการได้เป็นฝ่ายควบคุมด้วยตัวเองนั้น มันทำให้ความหวาดกลัวลดทอนลงไปมากแค่ไหน มือขาวเนียนวางลงบนกล้ามท้องได้รูป ร่างโปร่งขยับยกตัวขึ้น ก่อนจะค่อยๆกดตัวลงมารับความแข็งขึงเข้าไปภายในช่องทางอ่อนนุ่มของตน!!

 

เสียงครางดังลอดผ่านริมฝีปาก คิเสะเม้มปากแน่น ช่องทางคับแคบที่ถูกบดเบียดให้ขยายออกด้วยขนาดอันใหญ่โตมันนำมาซึ่งความเจ็บปวด เล็บคมเผลอจิกลงบนแผ่นอกกว้างเรียกโลหิตให้ไหลซึมออกมา เมื่อพยายามที่จะรับทั้งหมดเข้าไปในกาย

 

“ช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน”

 

เสียงห้าวทุ้มสั่นพร่าน้อยๆ ผนังอ่อนนุ่มที่บีบรัดแก่นกายมันทำให้อาโอมิเนะแทบจะเป็นบ้า เขาอยากจะสอดแทรกเข้าไปในร่างกายนี้ลึกขึ้น มากขึ้นจนไม่มีช่องว่างระหว่างพวกตนหลงเหลือ แต่ถึงร่างกายจะต้องการเช่นนั้นมากแค่ไหน แต่อาโอมิเนะก็รู้ดีว่าร่างในอ้อมแขนยังอ่อนประสบการณ์มากเพียงใด และเขาก็อยากให้ครั้งนี้เป็นความทรงจำที่งดงามสำหรับคิเสะ

 

มือข้างหนึ่งยังคงประคองเอวแบบบางเอาไว้ หากมืออีกข้างกลับเลื่อนลงมารูดรั้งความตื่นตัวของร่างในอ้อมแขน การกระทำนั้นมันมากพอจะเรียกเสียงกรีดร้องด้วยความสุขสม ช่องทางอ่อนนุ่มที่คลายอาการเกร็งพลันรู้สึกได้ถึงแก่นกายที่ดันลึกเข้าไปจนสุด!!

 

“อา..อะ....”

 

หยาดน้ำสีใสเอ่อคลอดวงตาสีอ่อน ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่น้ำตาจากความเจ็บ แต่ยังเป็นน้ำตาจากความสุขสม คิเสะหอบหายใจสั่นๆ มันต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าที่ร่างกายจะปรับตัวให้เคยชินกับการมีบางอย่างแทรกลึกเข้ามาได้ ร่างโปร่งเริ่มขยับตัวเป็นจังหวะช้าๆ ก่อนจะค่อยๆเพิ่มความเร็วขึ้น ดวงตาคู่สีน้ำตาลทองจับจ้องมองวงหน้าคร้ามเข้มที่เต็มไปด้วยอารมณ์ มันเป็นครั้งแรกที่คิเสะได้เห็นอีกฝ่ายในสภาพเช่นนี้ ครั้งแรกที่พบว่าตนมีอำนาจเหนืออีกฝ่าย และครั้งแรกที่ได้เห็นอาโอมิเนจจิตกอยู่ในสภาพที่หลงลืมตัวโดยสิ้นเชิง

 

“ชอบแบบนี้มั้ย อาโอมิเนจจิ” ปลายลิ้นไล้เลียริมฝีปากช้าๆ เมื่อแกล้งขยับตัวขึ้นสูงก่อนจะกดกายลงมาจนสุด แว่วเสียงหอบหายใจหนักๆของคนด้านล่างที่ทำให้อดีตนายแบบหนุ่มยิ่งได้ใจกว่าเดิม “อยากให้ฉันทำเร็วๆกว่านี้รึเปล่า?”

 

ถามอย่างยั่วเย้า เรียกดวงตาสีน้ำเงินเข้มให้ตวัดมองมาอย่างดุๆ จริงอยู่ว่าอาโอมิเนะอาจจะยอมให้คิเสะเป็นฝ่ายควบคุมในครั้งนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องเป็นฝ่ายยอมจนจบ ในเมื่อเกมส์นี้มันเล่นได้ทั้งสองฝ่าย

 

“ว่าไงล่ะ อาโอ...อ๊า!!

 

เสียงร้องหวานหู ด้วยมือแกร่งที่พลันจับเอวบางให้กระแทกกายลงมาแรงขึ้น คิเสะพยายามที่จะฝืนต่อต้าน หากก็ไม่อาจสู้แรงจากมือคู่นั้นได้ เหนืออื่นใดคือการที่เขาไม่อาจต่อสู้กับความสุขสมเข้มแรงที่เกิดขึ้นในทุกจังหวะรัวแรงนั่น ร่างโปร่งเหยียดตัวตรง พยายามรับความแข็งขึงลึกเข้าไปในกายมากขึ้น..มากขึ้น!

 

“อะ..อาโอมิเนจจิ..!!”

 

ฟันขบลงมาบนริมฝีปาก คิเสะรู้ว่าตนใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว หากมันเป็นตอนนั้นเองที่ร่างสูงพลันลุกขึ้นนั่ง ริมฝีปากอุ่นจัดคลอเคลียแนบใบหู ขณะที่มือจับเอวสอบเพรียวแน่น กดให้ร่างโปร่งกระแทกกายลงมาอีกครั้งและอีกครั้ง

 

“คิเสะ” 

 

ในตอนแรกคำนั้นแทบไม่อาจผ่านเข้าสู่สติที่พร่าเลือนด้วยความสุขสม หากแต่คำนั้นกลับถูกย้ำอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ย้ำจนกระทั่งคิเสะรู้ตัวว่าเสียงพร่าทุ้มด้วยแรงอารมณ์นั้นกำลังพร่ำเอ่ยชื่อของคนคนหนึ่ง..ชื่อของเขา

 

 “คิเสะ..คิเสะ..!”

 

มันเป็นนาทีนั้นเองกับชื่อของตนที่สะท้อนเข้ามาในโสตสัมผัส นาทีที่ความสุขเต็มตื้นในหัวใจ แล้วหยาดหยดสีขุ่นก็พลันหลั่งรินออกมาจนเปรอะเปื้อนเต็มต้นขา ลมหายใจยังคงหอบไม่เป็นส่ำ เมื่อแก่นกายอวบหนากระแทกซ้ำเข้ามา แล้วของเหลวอุ่นจัดก็สาดซัดเข้ามาในกาย!!

 

...ร่างโปร่งซวนซบลงบนแผ่นอกกว้าง มันต้องใช้เวลาหลายวินาที หลายนาทีกว่าที่ลมหายใจจะสงบลงอีกครั้ง ปลายนิ้วเรียวยาวเกลี่ยไล้ผิวสีแทนที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ มันเป็นความสุข ความสงบ อย่างที่คิเสะใฝ่ฝัน ช่วงเวลาที่ได้นอนอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน รับฟังเสียงหัวใจเต้นของกันและกันท่ามกลางความสงบที่มีเพียงลำพังสองคน

 

เพียงแต่..ถึงอยากให้เวลานี้ดำเนินต่อไปอีกนานเท่านาน แต่คิเสะก็ยังมีคำถามหนึ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ

 

“นี่ อาโอมิเนจจิ...” เสียงใสเอ่ยถามๆช้า รับรู้ถึงมือสีแทนที่โอบกอดตนแน่นขึ้นอย่างให้รู้ว่ากำลังฟังอยู่ “การแข่งวันนี้..เซย์รินชนะงั้นเหรอ?”

 

“ไม่รู้สิ” ร่างสูงยักไหล่อย่างไม่สนใจ ป่านนี้แล้วมันจะเป็นยังไงก็ช่าง ถึงโทโอจะชนะหรือแพ้ก็ไม่ทำให้อะไรแตกต่างไป เพราะถึงยังไงเขาก็จะเลือกมาช่วยคิเสะโดยไม่สนใจอะไรอย่างอื่นอยู่ดี “ไม่ต้องสนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้นหรอกน่า”

 

“แต่ว่า...”

 

เสียงใสยังเอ่ยไม่ทันจบคำ มือถือของเอสแห่งโทโอก็พลันดังขึ้น วงหน้าคมเข้มเจือด้วยความรำคาญเล็กน้อยเมื่อควานมือหาโทรศัพท์มาแนบหู

 

“ว่าไง”

 

“ไง อาโอมิเนะ? คิเสะปลอดภัยดีรึเปล่า?”

 

เสียงของอิมาโยชิดังลอดมาจากอีกฝั่ง เมื่ออาโอมิเนะพยักหน้าน้อยๆ มือโอบร่างโปร่งที่นอนนิ่งอยู่บนอกแน่นขึ้น พลางขยี้ผมสีทองเบาๆอย่างอ่อนโยน

 

“อืมม์ ปลอดภัยดีแล้ว”

 

“งั้นก็ดี” เสียงของอดีตกัปตันดูโล่งใจขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นการเป็นงานอีกครั้ง “หลังจากนายวิ่งออกไปมีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อย ฟังนะ...”

 

อาโอมิเนะเลิกคิ้วขึ้นสูง ขณะรับฟังถ้อยคำจากอีกฝ่าย ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขาออกมาจากโรงยิม อาคาชิก็เอามือถือเครื่องนั้นไปเจรจากับกรรมการจัดการแข่งขัน แน่นอนว่าเมื่อเห็นคลิปวีดีโอนั่น ได้เห็นถ้อยคำข่มขู่ชัดเจนเช่นนั้น บวกกับการพูดกระตุ้นของอดีตกัปตันทีมเทย์โคอีกนิดหน่อย เหล่ากรรมการก็ลงมติให้เลื่อนการแข่งระหว่างโทโอและเซย์รินออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากมีเหตุให้พิสูจน์ได้ว่าอาจมีความพยายามโกงการแข่งเกิดขึ้น

 

แน่นอนว่าโทโอย่อมไม่คัดค้าน เช่นเดียวกันเมื่อฝั่งเซย์รินรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คากามิ ไทกะก็รีบยกมือเห็นด้วยทันควัน แน่นอนว่าสิ่งที่คนเถรตรงอย่างคากามิเกลียดที่สุด คือชัยชนะที่ได้มาอย่างสกปรก ต่อให้เอาชนะโทโอได้แล้วไง สิ่งที่คากามิต้องการคือการเอาชนะโทโอที่มีอาโอมิเนะ ไดกิและคิเสะ เรียวตะอยู่ต่างหาก!!

 

และเพราะอย่างนั้นการแข่งจึงถูกเลื่อนออกไปด้วยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้น และเป็นไปได้ว่าไฮซากิ โชโงะอาจจะโดนลงโทษงดลงสนามแข่งเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ถึงแม้ว่าโทษนั้นจะดูเหมือนเบาเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคิเสะ แต่เมื่อคิดถึงสภาพของไฮซากิที่ถูกหามขึ้นรถพยาบาลไป ก็อาจจะนับได้ว่า..พอสมน้ำสมเนื้อแล้ว

 

“โค้ชฝากบอกว่าให้พวกนายพักได้สองวัน แล้ววันมะรืนอย่าลืมกลับมาซ้อมด้วยล่ะ อาโอมิเนะ คิเสะ”

 

อิมาโยชิเอ่ยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะวางสายไป มือถือยังไม่ทันจะถูกปล่อยออกจากมือสีแทน ร่างโปร่งก็พลันโถมกายเข้าหา มือกอดคออีกฝ่ายแน่นด้วยความดีใจ

 

“โทโอยังไม่แพ้ล่ะ อาโอมิเนจจิ!! พวกเรายังไม่แพ้!”

 

คิ้วเข้มแกล้งเลิกขึ้นสูง จงใจถามอย่างติดจะหยอกเย้า

 

“ทำไม? ถ้าโทโอแพ้ขึ้นมาจริงๆ นายจะเสียใจมากรึไง เจ้าบ้า”

 

รู้อยู่หรอกว่าคนในอ้อมแขนยังไม่มีความผูกพันต่อโทโอมากเท่ากับที่มีให้ไคโจวหรือเทย์โค อีกทั้งแมทช์นี้ต่อให้แพ้จริงก็เกิดจากการที่พวกตนต่างก็ไม่ได้ลงสนาม ดังนั้นแม้จะแพ้ขึ้นมา นอกจากความเจ็บใจที่คงมีบ้างแล้ว นอกเหนือจากนี้ก็คงไม่มีความรู้สึกใดอีก ยกเว้นแต่ว่า...

 

“ก็ต้องเสียใจแน่นอนอยู่แล้วสิ” มือทุบลงไปบนแผ่นอกกว้างแรงๆ “ฉันไม่อยากให้อาโอมิเนจจิได้ชื่อว่าแพ้นี่นา อาโอมิเนจจิจะแพ้ใครอื่นไม่ได้นอกจากฉันคนเดียวนะ!!”

 

ประโยคที่เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ดวงตาคู่สีน้ำเงินสะท้อนภาพของดวงตาสีน้ำตาลทองที่เป็นประกายพราว ความสุข ความสมหวัง ความตื่นเต้นยินดีจากส่วนลึกของหัวใจ ดวงตาที่ได้เห็นในวันนี้มันช่างเป็นเหมือนสมัยที่พวกเขาเพิ่งพบกันใหม่ๆ ในตอนที่คิเสะเพิ่งเข้าชมรมบาส ในตอนที่ดวงตาคู่นั้นมีก็แต่ความหวัง ความใฝ่ฝันที่จะไล่ตามมาให้ทัน และความปรารถนาที่แสนบริสุทธิ์...ก่อนที่มันจะหม่นหมองลงในวันที่เขาแนะนำอีกฝ่ายให้ได้รู้จักกับเท็ตสึ แล้วหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ความสุขที่เคยปรากฏในดวงตาคู่นั้นก็กลับเลือนหายไปโดยสิ้นเชิง...

 

เพียงแต่ว่าครั้งนี้เขาจะไม่ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว!

 

“บอกว่าฉันจะแพ้ใครนะเจ้าบ้า!” มือแกล้งตีแรงๆลงไปบนบั้นท้ายขาวเนียนอย่างติดจะสั่งสอน “ฉันน่ะไม่แพ้ใครทั้งนั้นแหละ รวมทั้งนายด้วย คิเสะ!”

 

“อูย..เจ็บนะ อาโอมิเนจจิ..”

 

แม้จะดีใจมาก แต่อดีตนายแบบหนุ่มก็แกล้งสูดปากครางเบาๆ ร่างโปร่งยกตัวขึ้นอยู่ในท่าคุกเข่าเมื่อยกมือขึ้นลูบรอยแดงบนก้นซีกซ้าย ท่าทางนั้นมันช่างยั่วยวนอย่างไม่รู้ตัว ท่าที่เปิดโอกาสให้คนที่นอนอยู่ด้านล่างได้เห็นทุกส่วนสัดบนเรือนกายแสนสวย อาโอมิเนะกลืนน้ำลายลงคอ มือเอื้อมออกไปหมายจะรั้งร่างนั้นลงมาต่อเกมส์รักรอบสอง เมื่อในตอนนั้นเองที่เสียงออดพลันดังขึ้น!!

 

‘อาโอมิเนะคุง เปิดประตูทีครับ’

 

เสียงคุ้นเคยที่ดังออกมาจากอินเตอร์คอมมากพอจะทำให้ร่างโปร่งถึงกับสะดุ้งโหยง คิเสะรีบขยับตัวจะลงจากเตียง หากก็ติดที่มือที่รั้งตัวเอาไว้

 

“ไม่ต้องไปหรอกน่า เดี๋ยวเท็ตสึก็กลับไปเองแหละ”

 

บอกพลางก็แนบริมฝีปากลงบนข้อมือผอมบาง ฟันคมที่ขบเล็มเบาๆสร้างความเสียวซ่านให้กับคนในอ้อมแขน คิเสะอยากจะค้าน อยากจะบอกว่าพวกเขาไม่ควรปล่อยให้คุโรโกะเข้าใจผิดว่าไม่อยู่ แต่ว่า..เมื่อริมฝีปากนั้นค่อยๆเลื่อนขึ้นมาจูบที่ลาดไหล่ ก่อนจะตามด้วยลิ้นที่ไล้เลียใบหูเบาๆ มันก็ทำให้ความตั้งใจคล้ายจะเลือนหาย ทว่า...

 

‘อาโอมิเนะคุง คิเสะคุง ถ้าไม่เปิดประตูล่ะก็ ผมจะไขกุญแจเข้าไปเองแล้วนะครับ ให้เวลาพวกคุณแต่งตัวแค่ 10 วินาทีนะครับ’

 

อาโอมิเนะสบถลั่น ร่างสูงกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินเสียงไขประตูดังมาจากประตูหน้า มือสีแทนรีบคว้าเสื้อคลุมตัวยาวมาโยนส่งให้กับคิเสะ ก่อนที่ตนเองจะรีบใส่กางเกงอย่างรีบร้อนก่อนจะเดินออกไปรับหน้าทันเวลาที่ร่างเล็กของเด็กหนุ่มผมสีฟ้าเดินเข้ามาในห้อง

 

คุโรโกะเหลือบตามองเจ้าของห้องที่ใส่แค่กางเกงตัวเดียวออกมารับแขกโดยไม่พูดอะไร เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างไม่สนใจต่อสีหน้าที่เหมือนจะอยากฆาตกรรมเต็มทีของอีกฝ่าย เมื่อเอ่ยถามถึงใครอีกคนที่ควรจะอยู่ที่นี่ด้วย

 

“คิเสะคุงล่ะครับ?”

 

อาโอมิเนะเลิกคิ้วน้อยๆ ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาด้านตรงข้าม ถึงจะยังหงุดหงิดกับการเข้ามาขัดจังหวะของอีกฝ่ายอยู่มาก แต่ก็รู้ว่าถึงหงุดหงิดไปก็คงทำอะไรคนหน้าตายตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี

 

“แต่งตัวอยู่”

 

“อ้อ..”

 

คุโรโกะพยักหน้าน้อยๆ ดวงตาสีฟ้าทอประกายรู้เท่าทัน ว่าเพราะอะไรคิเสะถึงได้ต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวเอาตอนประมาณทุ่มนึงแบบนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไร หากเพียงแค่รออยู่ในความสงบ ก่อนที่ประตูห้องนอนจะค่อยๆแง้มเปิดออก แล้วเจ้าของเรือนผมสีทองก็ชะโงกหน้าออกมา

 

“เอ่อ..หวัดดี คุโรโกจจิ..”

 

เสียงใสอ้อมแอ้มแผ่วเบา ร่างโปร่งบางที่อยู่ในชุดคลุมตัวยาวถึงต้นขาเดินออกมาจากห้องด้วยใบหน้าแดงก่ำ มือเรียวพยายามดึงสาบเสื้อคลุมให้ปิดบังรอยจูบสีสดบนแผ่นอกขาวเนียน แต่ยิ่งดึงผ้ามาด้านนี้ อีกด้านหนึ่งก็กลับยิ่งเผยให้เห็นรอยจูบที่ประทับอยู่บนต้นขาเรียวยาวแทน

 

นั่นทำให้อดีตเอสของไคโจวเกิดอาการลนลานได้ไม่ยาก แม้ว่าที่จริงแล้วต่อให้เด็กหนุ่มใส่ชุดจนปิดมิดชิด แต่เพียงแค่มองเรือนผมสีทองยุ่งเหยิง มองริมฝีปากที่บวมช้ำด้วยรสจูบ กับวงหน้างามที่ยังคงแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ มันก็มากเกินพอที่จะรู้ว่าเมื่อครู่นี้คิเสะ เรียวตะกำลังทำ..หรือถูกทำอะไรอยู่!?

 

“มีอะไรเหรอ คุโรโกจจิ?”

 

อดีตนายแบบหนุ่มตัดสินใจถามกลบเกลื่อนความอาย เมื่อหย่อนกายลงนั่งบนโซฟาข้างๆอาโอมิเนจจิ ไม่ได้ห่างกันจนดูผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดอย่างที่ควรจะเป็น และกับการกระทำเช่นนั้น มันก็ทำให้ดวงตาคู่สีน้ำเงินเข้มหรี่ลงอย่างน่ากลัว แล้วแขนแกร่งก็โอบรอบเอวสอบเพรียว กระชากตัวให้ขึ้นมานั่งซ้อนอยู่บนตัก!

 

“อะ..อาโอมิเนจจิ!!”

 

ถ้าคนเราตายเพราะความอายได้ คิเสะก็คิดว่าตนคงแทบจะตายซะเดี๋ยวนั้น วงหน้างามแดงก่ำเมื่อพยายามดิ้นลงจากตักของคนรัก แต่มันก็เหมือนกับทุกครั้งที่ร่างโปร่งบางไม่อาจสู้แรงอีกฝ่ายได้ ทั้งที่อาโอมิเนะใช้แค่แขนข้างเดียวแต่กลับสามารถบังคับให้เขาจำต้องนั่งอยู่บนตักแต่โดยดี คิดแล้วมันก็...น่าอายที่สุด!!

 

“นะ..นี่มันต่อหน้าคุโรโกจจินะ!!”

 

“แล้วไง?”

เอสแห่งโทโอเหยียดยิ้มน้อยๆ มือจับเอวร่างโปร่งหมุนให้หันหน้ามาหา ทว่ามันเป็นตอนนั้นเองที่การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเกินไป มันทำให้คิเสะถึงกับนิ่วหน้า รอยช้ำที่ท้องจากการถูกไฮซากิต่อยเจ็บแปลบจนต้องงอตัวลง นิ้วเผลอจิกลงที่บ่าของอาโอมิเนะอย่างพยายามจะระงับความเจ็บปวด

 

“ขะ..ขอโทษนะ อาโอมิเนจจิ”

 

“เจ้าบ้า ไม่เห็นต้องขอโทษเลย”

 

เสียงทุ้มตอบทันควัน มือโอบร่างโปร่งเข้าแนบอก ลูบแผ่นหลังแบบบางเบาๆอย่างคล้ายจะปลอบประโลม ทว่าแม้ท่าทางจะอ่อนโยนแค่ไหน หากในดวงตาคู่สีน้ำเงินกลับยังคงมีโทสะคุกรุ่น ถึงจะได้กระทืบสั่งสอนไฮซากิไปบ้างแล้ว แต่เมื่อคิดถึงรอยช้ำบนผิวกายขาวเนียนนั่น มันก็ยังทำให้เขานึกโมโหได้ทุกครั้งไป

 

เพียงแต่..จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าไอ้หมอนั่นมีเหตุผลอะไรถึงได้คิดทำร้ายคิเสะ?

 

คิ้วเข้มขมวดมุ่น เมื่อนึกได้ว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นไฮซากิถึงได้จับตัวคิเสะไปได้ และมันเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้คิเสะเลือกที่จะโกหกเขาเพื่อปลีกตัวออกมาตามลำพัง?

 

“เรื่องนั้นน่ะเหรอ....”

 

คิเสะตอบเสียงแผ่วเมื่อถูกถาม ดวงตาคู่สีน้ำตาลทองกลอกไปมาอย่างพยายามจะหาทางเลี่ยงคำตอบ ก็จะให้เขาพูดออกไปได้ไงกันล่ะว่าที่ถูกล่อให้ออกไปหาก็เป็นเพราะอีกฝ่ายใช้มือถือของคุโรโกจจิส่งข้อความมา แล้วจะให้พูดออกไปได้ยังไงกันว่าความแค้นของโชโงะคุงมีที่มาจากการที่อาโอมิเนจจิเลือกเขาแทนที่จะเป็นคุโรโกจจิ...

 

“คิเสะ!”

 

เสียงทุ้มเข้มงวดขึ้นอย่างรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะโกหก ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้ลงโทษร่างในอ้อมแขนโทษฐานที่คิดปิดยังความจริงจากเขา คุโรโกะ เท็ตสึยะผู้นั่งเฉยมาตลอดก็พลันสอดปากขึ้น

 

“เรื่องนั้นน่ะมันเป็นเพราะผมเองแหละครับ”

 

ประโยคที่เรียบเฉย หากเรียกดวงตาสองคู่ให้หันไปมองได้อย่างชะงัด อาโอมิเนะยังมีสีหน้างุนงง หากคิเสะกลับรีบเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

 

“ไม่นะ คุโรโกจจิ มันไม่ใช่เพราะคุโรโกจจิสักหน่อย! ถึงโชโงะคุงจะทำลงไปก็เพราะหลงรักคุโรโกจจิก็เถอะ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของคุโรโกจจินะ!! ทั้งหมดนี่โชโงะคุงเป็นคนวางแผนทั้งหมดเองนี่นา”

 

“อ้อ...”

 

ดวงตาคู่สีน้ำเงินหรี่ลงน้อยๆ จากคำพูดของคิเสะทำให้อาโอมิเนะพอจะอนุมานได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่จริงแล้วเรื่องที่ไฮซากิแอบชอบคุโรโกะมาตลอดนั้นก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร ในเมื่อทุกคนต่างก็รู้ว่าการที่อีกฝ่ายชอบแกล้งคุโรโกะนั้น มันก็เป็นเหมือนเด็กอนุบาลที่ชอบแกล้งคนที่ตัวเองแอบชอบ แต่ก็เพราะทำได้แค่นั้น เพราะรู้ว่าไฮซากิไม่กล้าพอที่จะลงมือทำอะไรอย่างเปิดเผย มันจึงทำให้เขาไม่คิดจะสนใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายมาก่อน

 

ทว่าแม้จะแยกย้ายไปอยู่กันคนละโรงเรียนแล้ว แม้ว่าเขาจะเลิกกับเท็ตสึแล้วก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าไฮซากิยังคงปักใจอยู่กับผู้เป็นเงา และครั้งนี้มันก็เป็นไปได้ว่าไฮซากิอาจจะจงใจลักพาตัวคิเสะ ข่มขู่บังคับให้เขาออกจากการแข่งขัน ทั้งหมดนั่นก็เพื่อช่วยให้เซย์รินที่คุโรโกะอยู่ได้รับชัยชนะ

 

อีกทั้งการทำร้ายคิเสะก็ยังจะทำให้เขาที่กล้าเลิกกับเท็ตสึที่รักของหมอนั่นต้องเจ็บปวดไปด้วย ความคิดแบบนั้นก็สมกับที่ออกมาจากจิตใจโสมมของไฮซากิ โชโงะดี แต่ว่า...ความเป็นจริงดูเหมือนจะไม่เรียบง่ายเช่นนั้น

 

“คุณเข้าใจผิดแล้วครับ คิเสะคุง” เสียงทุ้มราบเรียบสงบนิ่ง ดวงตาคู่สีฟ้าจับจ้องมองวงหน้างามของอีกฝ่าย เมื่อเอ่ยชัดเจน “ผมต่างหากล่ะครับที่เป็นคนวางแผน”

 

ชั่วขณะที่คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องคล้ายจะหยุดนิ่ง ดวงตาคู่สีน้ำตาลทองเบิกกว้างมองอดีตเพื่อนร่วมทีมผู้แสนจะน่ารักด้วยความรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก นี่มัน..อะไรกัน? เมื่อกี้คุโรโกจจิพูดว่าอะไรออกมานะ?

 

“ไฮซากิคุงคงจะบอกคุณว่าเขาแอบขโมยมือถือของผมไปใช้สินะครับ?” ตรงข้ามกับท่าทางตื่นตกใจของคิเสะ คุโรโกะกลับยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย น้ำเสียงราบเรียบเยือกเย็นเหมือนกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ มากกว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ “มันก็จริงว่าเขาขโมยมือถือผมไป แต่ว่าที่จริงแล้ว..ผมเป็นคนเปิดโอกาสให้ไฮซากิคุงขโมยมือถือผมไปเองแหละครับ”

 

ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน คุโรโกะจงใจไปพบไฮซากิก็เพราะรู้ดีถึงความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้แก่ตน เขาจงใจเล่าเรื่องที่อาโอมิเนะน่าจะตกหลุมรักคิเสะ ก็เพราะรู้ว่ามันจะทำให้ไฮซากิโกรธแค้นแทนเขา จงใจเล่าให้ฟังว่าถ้าต่างก็ชนะผ่านเข้ารอบไปได้เรื่อยๆ เซย์รินกับโทโอก็จะได้เจอกันในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ไฮซากิเลือกวันนี้ในการลงมือ หรือแม้แต่มือถือที่อีกฝ่ายเชื่อว่าแอบขโมยไป ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพราะคุโรโกะจงใจวางลืมไว้ด้วยตัวเอง

 

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความจงใจ เป็นเรื่องที่เจตนาให้เกิดขึ้นมาแต่แรก และสาเหตุของมันนั่นก็เป็นเพราะว่า..

 

“คิเสะคุง คุณเคยสูญเสียความเชื่อใจในตัวอาโอมิเนะคุงไปแล้วครั้งหนึ่ง การที่จะกลับมาเชื่อใจได้อีกครั้งมันจึงเป็นไปได้ยาก ถึงอาโอมิเนะคุงจะพยายามมากแค่ไหน แต่แก้วที่แตกไปแล้วครั้งหนึ่ง ให้ยังไงมันก็ไม่มีทางกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้ ไม่ว่ายังไงคุณก็คงไม่มีทางกลับมาเชื่อในตัวอาโอมิเนะคุงในระยะเวลาสั้นๆแน่ นอกเสียจากว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น”

 

ใช่แล้ว เหตุการณ์บางอย่างที่จะทำให้คิเสะเชื่อใจอาโอมิเนะได้ เหตุการณ์ที่สำคัญมากพอจะเรียกความเชื่อใจที่เคยสูญเสียไปให้กลับคืนมา เหตุการณ์..ที่จะทำให้คิเสะรู้ถึงความรู้สึกของอาโอมิเนะ

 

“ในนิทานชอบพูดกันว่าอัศวินต้องออกไปฆ่ามังกรเพื่อแลกกับความเชื่อใจของเจ้าหญิง เพราะฉะนั้นผมก็เลยจัดหามังกรมาให้พวกคุณตัวนึง” ดวงตาคู่สีฟ้ามองสบกับเฉดสีน้ำตาลทองแน่วนิ่ง “ไฮซากิคุงคือมังกรตัวนั้น ส่วนอัศวินก็คืออาโอมิเนะคุง ผมรู้ว่าขอแค่อาโอมิเนะคุงมาช่วยคุณเอาไว้ คุณก็จะกลับมาเชื่อใจอาโอมิเนะคุงได้อีกครั้ง มันเป็นอย่างนั้นใช่มั้ยล่ะครับ คิเสะคุง?”

 

ชั่วขณะที่คิเสะทำได้แค่มองคนตรงหน้า ริมฝีปากเผยอออกน้อยๆหากไร้คำพูดใดจะเอ่ยออกมา ใช่ มันเป็นอย่างที่คุโรโกจจิว่า เพราะเกิดเรื่องนี้ขึ้น มันถึงทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเชื่อใจอาโอมิเนจจิอีกครั้ง หากไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นเขาก็คงไม่มีวันได้รู้ว่าตัวเขามีความสำคัญต่ออาโอมิเนจจิมากแค่ไหน คงไม่เคยแม้แต่จะกล้าถามออกไปว่า..รักรึเปล่า?

 

แต่ว่า..

 

“สูดลมหายใจลึกๆไว้ล่ะ เท็ตสึ”

 

เสียงทุ้มพลันดังขึ้น พร้อมกับที่ร่างสูงผลุดลุกขึ้นยืน เอสแห่งโทโอก้าวเท้ายาวๆไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กหนุ่มผู้เคยเป็นเพื่อนสนิท..ผู้เคยเป็นคนรัก แล้วกำปั้นก็กระแทกเข้าใส่ใบหน้าเล็กๆนั่นอย่างจัง!!

 

“หยุดนะ!! อาโอมิเนจจิ!!”

 

ไวยิ่งกว่าความคิด คิเสะรีบวิ่งเข้าไปขวางอยู่ตรงหน้าของร่างเล็กตามสัญชาตญาณ ถึงว่าจะยังคงสับสนกับเหตุผลของอีกฝ่าย แต่ว่า..ให้ยังไงเขาก็ทนเห็นคุโรโกจจิได้รับบาดเจ็บไม่ได้อยู่ดี

 

“หลบไป คิเสะ!!”

 

เสียงทุ้มตวาดใส่ร่างโปร่งที่เข้ามายืนขวาง วงหน้าคมกร้าวขึ้นด้วยความโกรธอันเยียบเย็น มือกำหมัดแน่นพยายามข่มกลั้นความโกรธที่เกิดขึ้น หากดูเหมือนว่าอดีตนายแบบหนุ่มจะไม่นึกสนใจ ร่างโปร่งกางแขนออกกั้น พลางส่ายหน้าน้อยๆอย่างไม่ยอมหลีกเด็ดขาด

 

“คิเสะ!”

 

“พอได้แล้ว อาโอมิเนจจิ! แค่นี้ก็พอแล้ว..” แม้จะมีนึกเคืองอดีตเพื่อนร่วมทีมอยู่บ้าง แต่เพียงแค่เห็นเลือดที่มุมปากสีอ่อนนั่น มันก็ทำให้คิเสะกลับใจอ่อนยวบลง “คุโรโกจจิเจ็บมากนะ..”

 

“นายนี่มัน...”

 

ถ้อยคำที่ทำให้เอสแห่งโทโอถึงกับกัดฟันกรอด นิสัยที่ว่าหากเป็นคนที่ชอบแล้ว ให้ยังไงก็ไม่มีทางจะเกลียดลงของคิเสะนั้น มันเคยเป็นข้อดีที่ทำให้เขาสามารถกลับมาคบกับอีกฝ่ายได้อีกครั้ง แต่ในเวลานี้มันก็กลับกลายเป็นข้อเสียอย่างที่ทำให้แทบนึกอยากฟาดสักป้าบ!!

 

“...สมกับเป็นคุณเลยจริงๆนะครับ คิเสะคุง”

 

แว่วเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง ให้ดวงตาสีน้ำตาลทองรีบหันไปมองคนที่กำลังใช้มือเกาะไหล่ตนในการช่วยพยุงตัว วงหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ แม้ริมฝีปากจะมีคราบเลือดแต่กลับดูเหมือนคุโรโกะกำลังอยากจะหัวเราะมากกว่า

 

...ก็เพราะคุณเป็นอย่างงี้ ผมถึงได้เกลียดคุณไม่ลงซะที... 

 

ทั้งที่มีเหตุผลมากมายให้เกลียดชัง ทั้งที่แต่แรกเริ่มสาเหตุที่อาโอมิเนะคุงเบนใจไปจากเขา มันก็เป็นเพราะการปรากฏตัวของอีกฝ่าย แม้แต่ตอนนี้ที่ลึกๆลงไปก็ยังเจ็บปวดกับการที่อดีตแสงของตนได้ตัดสินใจเลือกคิเสะแล้วก็ตาม ทั้งที่น่าจะเกลียดชัง แต่ทุกครั้งเมื่อได้มองเฉดสีน้ำตาลทองที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างจริงใจนั่น มันก็กลับทำให้เขา..ไม่เคยเกลียดคิเสะคุงได้ลงเลยสักครั้ง

 

“คุโรโกจจิอย่าเงียบไปสิ! เจ็บมากรึเปล่า ไปหาหมอมั้ย??”

 

คิเสะเริ่มจะลนลานเมื่อเห็นอาการนิ่งไปของอีกฝ่าย ทว่าก่อนที่เขาจะได้โทรเรียกรถพยาบาลหรืออะไรแบบนั้น มือสีแทนก็พลันกระชากร่างโปร่งให้มายืนอยู่ด้านหลัง ให้ดวงตาสีน้ำตาลทองตวัดมามองอย่างติดจะเคืองหน่อยๆ

 

“ปล่อยนะ อาโอมิเนจจิ!!”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คิเสะคุง” กลับเป็นคุโรโกะที่ช่วยพูดแทนให้ มือยกขึ้นแตะแผลที่มุมปากพลางสูดหายใจเบาๆ “หมัดเมื่อกี้น่ะ ผมสมควรจะโดนแล้วล่ะครับ”

 

คุโรโกะเข้าใจดีว่าทำไมตนเองถึงโดนต่อย แม้ว่าจะทำไปด้วยเจตนาดี แต่ให้ยังไงแผนของเขาก็ยังเป็นเหตุให้คิเสะต้องบาดเจ็บ และ..เกือบจะถูกข่มขืน แน่นอนว่าสำหรับเรื่องนี้มันไม่มีทางที่อาโอมิเนะจะอภัยให้ได้ คุโรโกะรู้ดีว่าถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เขาแล้วล่ะก็ บางทีอาโอมิเนะคุงก็อาจจะฆ่าอีกฝ่ายทิ้งไปแล้วก็ได้ แต่เพราะเป็นเขา เพราะมิตรภาพระหว่างกัน มันจึงทำให้อาโอมิเนะยอมอ่อนข้อให้บ้าง อย่างน้อยก็ด้วยหมัดนั้นที่ออมแรงลงแล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าหากว่าอาโอมิเนะคุงซัดหมัดนั่นออกมาเต็มแรงล่ะก็ มันคงไม่จบแค่ปากแตก แต่บางทีกว่าที่ตัวเขาจะรู้สึกตัวอีกทีก็อาจเป็นที่โรงพยาบาลแล้วก็เป็นได้

 

และ..ต่อให้อาโอมิเนะคุงไม่เอาเรื่องอะไร แต่คุโรโกะก็ยังรู้สึกผิดต่อเรื่องนี้อยู่ดี

 

จริงอยู่ว่าแผนนี้ในสายตาคนอื่นมันอาจมีความเสี่ยง แต่สำหรับคุโรโกะแล้ว..เขารู้ว่าไม่ว่าผลการแข่งจะออกมาในรูปแบบไหน แต่อาโอมิเนะคุงก็ยังจะเลือกคิเสะคุงเหนือกว่าชัยชนะอยู่ดี แต่ว่าในความมั่นใจของตนเองกลับทำให้เผลอประมาทไปเรื่องหนึ่ง นั่นคือความรู้สึกที่ไฮซากิคุงมีต่อคิเสะคุง!

 

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ความรัก แต่มันเป็นความเกลียดชัง บางทีทุกครั้งที่ไฮซากิคุงมองคิเสะคุง ได้เห็นคิเสะที่พยายามไล่ตามคนที่ใฝ่ฝันจนสุดความสามารถ แม้จะเจ็บปวด โศกเศร้า หรือถูกทำร้าย ก็ยังคงเฝ้าดูคนคนนั้นด้วยความตั้งใจที่ไม่ย่อท้อ และเมื่อย้อนกลับมามองตนเอง ก็กลับพบว่าตนทำได้แค่ยอมแพ้ แค่เห็นว่าคนที่อยู่เคียงข้างคุโรโกะคืออาโอมิเนะ ไดกิ ผู้ชายที่ตนไม่มีวันเอาชนะได้ ไฮซากิก็ยอมแพ้โดยไม่คิดจะพยายามอีก

 

ดังนั้น การได้เห็นคิเสะที่พยายามจนกระทั่งสมหวัง ได้รับความรักตอบจากคนที่รัก มันคงทำให้ไฮซากิผู้ไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มต้น เคียดแค้น ชิงชัง จนถึงกับคิดทำร้ายอีกฝ่ายในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

 

...และนั่นคือความผิดของเขา...

 

“ขอโทษนะครับ คิเสะคุง”

 

คุโรโกะยิ้มน้อยๆให้กับคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิท ดวงตาสีอ่อนคู่นั้นที่ยังคงเต็มไปด้วยความห่วงกังวล และไม่มีแม้กระทั่งความชิงชังหรือโกรธแค้นแต่อย่างใด คิเสะคุงเป็นคนแบบนี้ตลอด เลือกจะห่วงใยคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ และก็เพราะนิสัยแบบนั้นถึงได้ทำให้ต้องเคยเจ็บปวดมามากมาย แต่ก็ยังดี..ที่หลังจากนี้คงมีใครสักคนมาคอยห่วงใยคิเสะคุงแทนเจ้าตัวเองแล้ว

 

ดวงตาคู่สีฟ้าช้อนขึ้นมองสบเฉดสีน้ำเงินแน่วนิ่ง ชั่วขณะที่พวกเขาได้แต่มองตากัน มองลึกลงไปในเฉดสีสันที่คุ้นเคย แต่กลับห่างไกลด้วยความรู้สึก พวกเขาไม่ได้มองกันด้วยสายตาเช่นคนรักมองหากันอีก สำหรับอาโอมิเนะคุงแล้ว มันเป็นเช่นนั้นมาแต่แรก ตั้งแต่แรกที่ในเฉดสีน้ำเงินเข้มสะท้อนก็แต่สายตายามที่ใช้มองเพื่อนสนิท ส่วนดวงตาของเขาเอง..สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความรัก ก็ได้ยุติลงในนาทีที่อีกฝ่ายก้าวออกจากสนามแข่งเพื่อไปหาคิเสะ ในเวลานั้นเขาผู้เคยหลอกตัวเองมาเนิ่นนานก็ได้รู้แล้วว่าใจของอาโอมิเนะคุงอยู่ที่ใคร

 

...บางทีแผนในครั้งนี้มันคงไม่ใช่แค่เพื่อเปิดโอกาสให้คิเสะคุงได้เชื่อใจอาโอมิเนะคุง แต่ยังเป็นเพื่อให้เขาได้เห็นกับตาตัวเอง..เพื่อให้ตัวเขาเองตัดใจเสียที

 

“ผม..ขอคืนสิ่งนี้ให้คุณครับ อาโอมิเนะคุง”

 

‘สิ่งนี้’ หรือก็คือกุญแจห้องที่เคยได้รับมา แม้แต่ตอนที่เลิกกันแล้ว แต่คุโรโกะก็ยังตัดใจคืนไปไม่ได้ มันเหมือนเป็นสายใยสุดท้ายที่เชื่อมโยงตัวเขากับชายผู้เคยเป็นแสงสว่าง ทุกครั้งที่มองแม้จะมีความสุขแต่ก็เจ็บปวดเมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่เคยไขกุญแจเข้าไปรออาโอมิเนะคุงในห้อง หากเวลานี้เมื่อวางกุญแจดอกนั้นลงในมืออีกฝ่าย ทั้งที่น่าจะเจ็บปวด แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างที่เคยหนักหน่วงอยู่ในใจได้เลือนหายไปในที่สุด

 

...บางทีนี่คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว...

 

คุโรโกะหลับตาลง เพียงเท่านี้เขาก็จะสามารถตอบรับความรู้สึกของคากามิคุงได้ทั้งหมดแล้ว...

 

“แล้วเจอกันในการแข่งอาทิตย์หน้านะครับ อาโอมิเนะคุง คิเสะคุง! ครั้งนี้ผมไม่ยอมแพ้แน่”

 

ดวงตาคู่สีฟ้ามองสบกับดวงตาคู่สีอ่อน แล้วแม้จะมีคำพูดมากมายที่อยากจะเอ่ยออกไป หากคิเสะก็รู้ว่ามันไม่จำเป็นอีกแล้ว อดีตที่เคยเจ็บปวด ความไม่เข้าใจที่เคยเกิดขึ้นได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น ร่างโปร่งแย้มรอยยิ้มรับ ผงกศีรษะแรงๆเมื่อเอ่ยรับคำ

 

“อื้ม! ฉันก็ไม่ยอมแพ้แน่ คุโรโกจจิ!!”

 

“บอกไอ้เจ้าคากามิให้ฝึกซ้อมมาให้มากกว่านี้ด้วยล่ะ ไม่งั้นอาทิตย์หน้าก็เตรียมตัวแพ้ฉันเหมือนเดิมได้เลย!!”

 

เสียงทุ้มเอ่ยตามมา บรรยากาศที่เคยเคร่งเครียดกลับกลายเป็นผ่อนคลายลง ในตอนนั้นที่คุโรโกะรู้ว่าในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับมาเป็นเหมือนเก่า เป็นคู่แข่ง เป็นอดีตเพื่อนร่วมทีม และยังคง..เป็นเพื่อนสนิทกัน

 

“แล้วผมจะบอกคากามิคุงให้ อาโอมิเนะคุงก็อย่าฝืนใจคิเสะคุงมากไปนะครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็ไม่มีแรงแข่งกับพวกผมกันพอดี”

 

“คุโรโกจจิ!!”

 

“เรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าบ้านี่เองน่ะแหละว่าจะขยันยั่วกันไปถึงไหน”

 

“อาโอมิเนจจิ!!”

 

คิเสะหน้าแดงก่ำ ขณะที่อาโอมิเนะเพียงแต่หัวเราะหยอกเย้า ก่อนจะโอบร่างโปร่งเข้ามาในอ้อมแขน ท่าทางนั้นมันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนรักใคร่ รอยยิ้มอ่อนหวานที่มีให้แก่คิเสะคนเดียว และทั้งที่เคยมองด้วยความรู้สึกเจ็บปวดมาก่อน แต่เมื่อตัดใจได้ขาดแล้ว ภาพนั้นก็กลับทำให้คุโรโกะยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกดีใจแทนเพื่อนสนิททั้งสองคน

 

เขารู้ว่าเรื่องระหว่างอาโอมิเนะคุงและคิเสะคุงไม่มีอะไรจำเป็นต้องห่วงแล้ว ยกเว้นก็แต่เรื่องหนึ่ง...และดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องเดียวกับที่อาโอมิเนะเองก็กำลังครุ่นคิดสงสัย ร่างสูงรอจนกระทั่งคุโรโกะกลับไปแล้ว และคิเสะก็กลับมานั่งอยู่บนตักเขาอีกครั้ง จึงได้เอ่ยปากถามขึ้นในที่สุด

 

“...ในเมื่อตอนนี้นายก็รู้แล้วว่าฉันรักนายคนเดียว ทีนี้นายจะยอมบอกความลับกับฉันได้รึยัง คิเสะ?”

 

แม้จะดีใจเอามากๆกับประโยคที่ว่า ‘ฉันรักนายคนเดียว’ แต่ประโยคที่ตามหลังมานี่สิ กลับทำให้อดีตนายแบบหนุ่มถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เขาจำไม่เห็นได้เลยว่ามีความลับอะไรปกปิดเอาไว้ด้วย

 

“ความลับอะไรเหรอ อาโอมิเนจจิ?”

 

ร่างโปร่งเอียงคอถาม วงหน้างามเต็มไปด้วยความใสซื่ออย่างที่ไม่ว่าใครมองก็อาจจะลืมเรื่องที่คิดจะถามไปได้ง่ายๆ แต่น่าเสียดายที่ใครที่ว่านั้นคืออาโอมิเนะ ไดกิ และเอสแห่งโทโอก็ไม่ใช่คนที่จะตกหลุมพรางง่ายๆ

 

วงหน้าคมเข้มแสยะยิ้มน้อยๆ เมื่อก้มหน้าลงไปจนแทบชิดกับใบหน้าอีกฝ่าย

 

“ก็ความลับที่ว่า..วันนั้นใครเป็นคนผลักนายตกบันไดยังไงล่ะ?”

 

ชั่วเสี้ยวนาทีที่วงหน้างามถึงกับเปลี่ยนสี ชั่วขณะดวงตาคู่สีน้ำตาลทองทอประกายแปลกประหลาด ในชั่วนาทีนั้นที่ระหว่างพวกเขากลับคล้ายเกิดกำแพงขวางกั้น ระยะห่างที่คิเสะเคยเว้นไว้จากใครอื่นเสมอกลับเกิดขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้อาโอมิเนะจะไม่ยอมปล่อยให้มันซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว

 

“คิเสะ นายเชื่อใจฉันไม่ใช่รึไง?”

 

แค่เพียงคำถามเดียวกับความอบอุ่นจากมือที่กุมมือตนไว้แน่น แล้วกำแพงที่เคยกีดกั้นระยะห่างระหว่างพวกตนก็กลับพังทลายลง คิเสะเม้มปากเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบกับเฉดสีน้ำเงินที่ตนหลงใหล

 

“ฉันเชื่อใจอาโอมิเนจจินะ” มือขาวเนียนยกขึ้นเกาะกุมมือสีแทน เขาเชื่อใจคนคนนี้ เชื่อใจอย่างที่ไม่เคยเชื่อใจใครมาก่อน “แต่ว่า..ฉันอยากเป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ได้มั้ย..อาโอมิเนจจิ?”

 

คำขอร้องที่ถูกเอ่ยออกมากับนัยยะที่ซ่อนอยู่ในประโยค อาโอมิเนะรู้ว่าตนกำลังถูกขอให้เชื่อใจอีกฝ่ายเช่นกัน รู้ว่าคิเสะต้องการบอกว่าในเมื่อคิเสะเชื่อใจในตัวเขาแล้ว เขาเองก็ควรจะเชื่อใจในตัวอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน และถึงว่าเรื่องนี้จะทำให้รู้สึกขัดใจแค่ไหน แต่เอาเข้าจริงแล้ว..ก็ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เอสแห่งโทโอจะขัดใจคิเสะ เรียวตะได้...ไม่เคยเลยสักครั้ง

 

“เข้าใจแล้ว” อาโอมิเนะถอนใจเฮือก เรียกรอยยิ้มหวานจนน่าหมั่นไส้จากร่างในอ้อมแขน ให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยกมือดีดหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆอย่างมันเขี้ยว “แต่ว่าถ้าเห็นว่ามันเหลือบ่ากว่าแรงขึ้นมาเมื่อไหร่ ต้องรีบบอกฉันเข้าใจมั้ย?”

 

“เข้าใจแล้ว! ขอบใจนะ อาโอมิเนจจิ!!”

 

คิเสะผวาเข้าโอบคออาโอมิเนะแน่น ก่อนจะจูบเบาๆที่แก้มสีแทนด้วยความดีใจ กริยานั้นมันเป็นสิ่งที่ทำลงไปด้วยสัญชาตญาณ และมันก็ทำให้เอสแห่งโทโอพอใจมากเกินพอ

 

...พอใจที่ได้รู้ว่าคิเสะไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องระวังตัวต่อหน้าเขาอีกแล้ว... 

 

“เอ้า! นอนกันได้แล้ว”

 

ไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังถือโอกาสนั้นช้อนร่างโปร่งขึ้นอุ้ม คิเสะมุ่ยหน้าน้อยๆกับคำสั่งที่เหมือนว่าตนเป็นแค่เด็กประถม กระนั้นมันก็เป็นอีกครั้งที่เขาไม่คิดจะขัดคำสั่งของอาโอมิเนะ ร่างโปร่งยอมปล่อยให้เอสแห่งโทโอวางร่างของตนลงบนเตียงแต่โดยดี ก่อนจะเอียงหน้าเข้าซบกับแผ่นอกกว้างด้วยความรู้สึกสบายใจ

 

“ราตรีสวัสดิ์นะ อาโอมิเนจจิ”

 

พึมพำเอ่ยด้วยเสียงที่ติดจะสลึมสลือ มันเป็นตอนนี้เองที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าที่จริงแล้วตัวเขาเองก็เหนื่อยอ่อนแค่ไหน แค่เพียงหัวแตะถึงหมอน คิเสะก็แทบจะผล็อยหลับไปอยู่แล้ว

 

“ราตรีสวัสดิ์” อาโอมิเนะเอ่ยตอบพลางโอบร่างโปร่งเข้าแนบอก มือดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างพวกตน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ฝันดีนะ”

 

“อืมม์” ริมฝีปากสีอ่อนแย้มรอยยิ้มบาง เสพย์สุขกับความรู้สึกของการเป็นที่รัก เสพย์สุขกับความอบอุ่นภายในอ้อมแขนที่โอบกอด “ฉันรักนาย..อาโอมิเนจจิ”

 

คำคำนั้นที่คิดว่าจะไม่มีวันพูดออกมา หากเวลานี้มันกลับหลุดออกจากปากมาง่ายดาย ร่างโปร่งคล้ายจะรู้สึกได้ถึงริมฝีปากที่แนบสัมผัสลงมาบนเรือนผม แล้วคิเสะก็ผล็อยหลับไปอย่างเป็นสุข กับค่ำคืนแรกของพวกเขากับการเป็นคนรักอย่างแม้จริง...

 

ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าภายหลังจากที่หลับลงนั้น ดวงตาคู่สีน้ำเงินเข้มกลับยังคงจับจ้องมองตนแน่วนิ่ง คิเสะคงไม่รู้หรอกว่าเขาเฝ้ารอคำคำนี้มานานแค่ไหน แม้จะรู้อยู่แล้วว่ารัก แต่การรู้กับการได้ยินกับหูนั้นมันต่างกันโดยสิ้นเชิง อาโอมิเนะก้มลงจูบเรือนผมสีทองนุ่มหวาน ในที่สุดเขาก็รู้สึกเหมือนกับได้คิเสะมาอย่างแท้จริงซะที

 

“ฉันก็รักนาย เจ้าบ้าคิเสะ” 

 

 

- - - - TBC. - - - -

 

 
 
ใกล้จะจบกันเต็มทีแล้วเอย  
 
 
 
ตอนนี้ระยะเวลาสั่งพรีออเดอร์ Loneliness เล่ม 2 เหลืออีกแค่ 2 วันเศษๆแล้วนะคะ  รายละเอียดดูได้ตามลิงค์นี้เลยค่ะ
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

อยากอ่านต่ออ่ะ อัพต่อเถอะน้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

#8 By *0* (49.230.209.79) on 2016-03-11 14:16

อัพต่อเถอะนะๆๆๆๆ

#7 By (182.52.28.180|182.52.28.180) on 2015-02-23 06:31

อยากอ่านตอนต่อไปอ่าาา

#6 By (182.52.29.233|182.52.29.233) on 2015-02-15 08:19

ทำไมรู้สึกว่าออร่าโมเอะของคิเสะแผ่ออกมาตลอดเวลา 
>//////////<
หลงงงงง

#5 By kdearn (171.96.178.218|171.96.178.218) on 2015-02-07 20:51

กรี๊ดดดดดดดดดด แอร๊ะยยยยยย หุบยิ้มไม่ลงเลยจริงๆๆๆมีฟวามมมสุขขขขจูงงงงงงงง cry cry cry cry ดิ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ //นอนลงไปกลิ้งกับพื้นนน เป็นฟิคที่ทำให้อินมักๆๆๆๆๆๆ ดาเมจของตอนนี้ช่างรุนแรง//เอาหัวทุ๊บกำแพง// มิเนะะะะะะ ตอนนี้นายเท่มากเห็นคนดำเลือดขึ้นหน้าแล้วคือมันใช่double wink double wink คราวนี้เรื่องของหัวใจกระจ่างกันสักทีว่าที่จริงแล้วหัวใจของคนใหนรักใครกันแน่ //วิ่งไปกอดไฮจังเป็นไงมั้งsad smile sad smile sad smile

#4 By misaki (180.180.39.73|180.180.39.73) on 2014-09-27 11:05

โถถถ น้องดำ ครกคุง นายจืดจาง พ่อพระเอกกกกกก
นายคือดาวเด่นของตอนนี้เลยนะ! แม่ว่าจะถูกรัศมีฟ้าเหลืองกลบในตอนท้ายก็เถอะ 55//โดนมิสฯ

#3 By sunny (27.130.233.112|27.130.233.112) on 2014-09-27 09:18

อ่าว คิเสะนั่งอยู่บนตัก
มิเนะแกอยากต่อยมาก แกไม่ดูเลยหรอว่าใครนั่งตักอยู่ 5555555555
ดีไม่หัวฟาดดดดด
แต่คีจัง ช่างประเสริฐ โพซิทีพมากกกกก
ใครจะไม่รัก อ๊ายยย
มิเนะ ได้ไปห้ามคืนนน ห้ามเลิกกกกก
ไอ้ดำ จงรักคีจังให้เหมือนกับที่แกรักษาความดำนะยะ
สาธุ

#2 By ฟหกด (58.11.107.247|58.11.107.247) on 2014-09-26 16:31

รักน้องดำ ToT รู้สึกผิดขึ้นมาเลยค่ะที่แอบคิดว่าครกคุงเจตนาร้าย...ขอโทษน้า!!
แต่...ไอ้ตรงเริ่มตอนนั่นมันอะไร! คิเสะออนท็อป!!
อ๊ากกกกกกก คิเสะออนท็อปปปปป!!!!

#1 By ผู้แอบซุ่มมา20ตอน (171.5.251.79|171.5.251.79) on 2014-09-26 15:10