อนึ่ง....อารมณ์หนีความจริงกำเริบรอบ 2 แต่หวัดกำเริบจนขี้เกียจพิมพ์เรียงวัน OTL 

 

 

เพราะงั้นเลยอัพแค่รูปนะค้า

 

 

นี่เป็นรูปกายกรรมปักกิ่งในวันแรกค่ะ

 

 

สำหรับวันที่ 2 เราจะมาเริ่มกันที่พระราชวังกู้กงกัน

 

หน้าพระราชวังกู้กง มีรูปของเหมา เจ๋อ ตุง ไซส์ใหญ่สุดในปักกิ่งค่า ><

 

 

ความหนาวทำให้คนบ้าได้   (คนในรูปไม่ใช่มุกนะ)

 

 

รูปนี้ผ่านประตูด้านนอกสุดเข้ามาแหล่ว (สำหรับรายละเอียดที่ไกด์อธิบาย เนื่องจากมุกดีลีทออกจากสมองไปแล้ว เดี๋ยวรอพี่ใหญ่มาอธิบายเพิ่มเติมค่ะ ,,><,,)

 

 

มีคนมาโกยหิมะด้วย >< (เป็นข้อพิสูจน์ว่าจะมาเที่ยวที่นี่ไม่ควรมาหน้าหนาว เพราะหิมะเละเทะจนหาความงามลำบาก)

 

 

เค้าจะโกยหิมะมากองๆรวมกันไว้ เป็นจอมปลวกหิมะไซส์มีเดียม

 

 

วันที่มากู้กงหนาวมั่กๆค่ะ   หนาวที่สุดในบรรดา 5 วันที่มาเที่ยวเลย

 

............ ,,- -,,

 

 

กู้กงหลังคาขาวสวยดีแท้

 

ถ้าจำไม่ผิด มันคงเป็นบัลลังก์ฮ่องเต้ (มั้ง   กลับมาแล้วความจำเริ่มเบลอ)

 

 

รูปปั้นที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจท่าของมัน  ดูยังไงก็เหมือนสิงโตพ่อกำลังแกล้งสิงโตลูกชัดๆ (เอาตรีนเหยียบเลยนะนั่น)

 

 

อันนี้ที่ออกว่าราชการของฮองเฮาค่า

 

 

นี่เป็นภูเขาหินที่ซูสีไทเฮาปีนขึ้นไปนั่งร้องเพลงให้ฮ่องเต้มาพบ (ถึงแม้มุกจะยังสงสัยอยู่ว่า....ถ้าฮ่องเต้เดินมาทางนี้แล้วได้ยินเสียงเพลงจริง แหงนคอยังไงก็คงมองไม่เห็นความงามของสาวที่นั่งร้องเพลงอยู่บนนั้นอยู่ดี  และสมมุติต่อไปว่าถ้าฮ่องเต้สั่งให้สาวน้อยลงมาพบ....เธอจะใช้เวลาสักกี่นาทีในการลงมากันนะ? )

 

 

อ่า.......อันนี้เป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ด้านหลังของกู้กงออกไปอีกที (มีถนนคั่น) เป็นภูเขาที่เกิดการตบตีกันหลายรอบของนักดูฮวงจุ้ยหลายยุคหลายสมัย เริ่มจากที่เจงกิสข่านบุกเข้ามายึดจีนได้ จากนั้นพอราชวงศ์ของเจงกิสข่านล่ม  ราชวงศ์หมิงได้ครองอำนาจแทน

 

ซินแสของหมิงก็จัดการให้สร้างภูเขาจำลองทับห้องนอนเดิมของเจงกิสข่านซะ เป็นการตัดไม้ข่มนาม

 

 

หลังจากนั้นพอหมิงล่ม ราชวงศ์ชิงได้ขึ้นก็ได้สร้างลูกเล่นเพิ่มอีก นั่นคือการสร้างเก๋งจีน 5 หลัง วางทับไว้บนภูเขาอีกที เป็นการประกาศตัวว่า ตรุข้านี้เหยียบหมิงไว้ใต้ฝ่าเท้าแล้ว นั่นเอง

 

 

 

หลังจากนั้นเราก็มาที่อุทยานอวี้เหอหยวน หรือ อุทยานฤดูร้อนของซูสีไทเฮากัน   และสถานที่นี่ก็มีจุดเด่นอยู่ที่............ 

 

 

ทะเลสาบคุนหมิงที่กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้วนี่ไง!!

 

 

 

ที่นี่ไกด์ไทยและไกด์จีนเกิดการฟาดปากกันเล็กน้อย

 

 

ไกด์จีน : อย่าลงไปเดินที่ทะเลสาบนะครับ มันอันตราย

 

 

ทุกคน : เอ๋??  (หน้าตาเสียดายสุดๆ)

 

 

ไกด์จีน : เดินบนน้ำแข็งโอกาสลื่นมันสูง ผมเคยเจอคนที่ลื่นจนกระดูกสันหลังหักมาแล้วที่ บลาๆๆๆๆๆ และบริษัททัวร์จะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในกรณีนี้นะครับ

 

 

ทุกคน : ................. (แต่กรูอยากลงง่ะ )

 

 

 

ไกด์ไทย(ที่เพิ่งเดินตามมาถึง) :  อ้าว ทำไมไม่ลงไปเดินกันล่ะครับ...หรือว่าไม่กล้า?

 

 

แล้วไกด์ไทยก็.......โดดลงไปยืนบนแผ่นน้ำแข็งทันทีเลยล่ะพี่น้อง!!

 

 

ไกด์ไทย (กวักมือเรียก) : ลงมาเลยครับ ลงมา  ทุกอย่างโอเค

 

 

คนเริ่มทยอยกันลงไป ส่วนไกด์ไทยกับไกด์จีนก็ส่งกระแสสปาร์คเปรี๊ยะเปรี๊ยะใส่กัน    แต่มันจะไปฟาดปากกันทีหลังมั้ยก็ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะว่า............

 

 

v

 

 

v

 

ได้เอาอุ้งตรีนมาเหยียบบนทะเลสาบคุนหมิงแล้วค่า!!

 

 

 

จากที่นี่มองไปจะเห็นคนเดินกันเต็มไปหมด แต่ยังไม่ถึงกับมีคนเล่นไอซ์เสก็ต   

 

 

นี่เป็นรูปทิวทัศน์โดยรวมจากซ้ายไปขวา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อมาคือทางเดินที่มีรูปภาพฝีมือจิตรกรหลายร้อยหลายพันรูป (แปะอยู่บนขอบกำแพงด้านบน)

 

 

 

 

หลังจากออกจากอุทยานฤดูร้อน( โดยที่ยังไม่ได้ดูเรือหิน OTL) คราวนี้ก็ไปร้านหยก ของแท้ต้องตรารัฐบาลกันต่อ   

 

 

จากปากคำของไกด์จีน เนื่องจากของที่จีนนี่กอปกันเป็นว่าเล่น ดังนั้นพวกสินค้าราคาแพงๆจึงควรมาซื้อที่ร้านรัฐบาลเพื่อที่จะได้รับประกันว่ามันเป็นของจริงค่า  (และเมื่อรู้ตัวอีกทีมุกก็เผลอซื้อกำไลหยกราคา 500 หยวนไปซะแล้ว  )

 

 

อันนี้เป็นชุดเกราะสมัยโบราณที่ทำเลียนแบบขึ้น

 

 

 

อา.......เห็นแล้วน้ำลายหก   พี่รองซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้เค้าหน่อยสิตัว

 

 

ในร้านขายหยกก็มีขายรูปภาพด้วยละ

 

 

 

หลังจากนั้นเราก็มาต่อกันที่ด่านจูหยงกวน และกำแพงเมืองจีน ไฮไลท์เด็ดของทริปนี้!!

 

 

ที่ด่านจูหยงกวน จะมีป้อมให้เดินขึ้นไปได้ประมาณ 4-5 ป้อม

 

 

 

(อันนี้รูปจากกล้องคนในคณะทัวร์ เลยต้องเซ็นเซอร์ซะหน่อย

 

 

 

จากปากคำของไกด์....

 

 

ไกด์ไทย : มีเวลาให้ 1 ชั่วโมงนะครับ ใครอยากขึ้นไปถึงไหนก็ไป แต่ผมไม่ขึ้นไปรับนะครับ

 

ลูกทัวร์ : แล้วปกติชั่วโมงนึงนี่ขึ้นไปได้ถึงไหนล่ะ?

 

 

ไกด์ไทย (มองแล้วคำนวณอายุเฉลี่ยคนในคณะ จะได้ประมาณ 60 เศษๆ ) :  ผมขอแนะนำว่า ไปแค่ป้อม 1 ก็พอนะครับ

 

 

 

 

ทางเดินจากที่จอดรถขึ้นไปยังป้อม 1 เป็นทางลาดและบันไดอีกหลายสิบขั้น คนในคณะเกือบทั้งหมดเมื่อขึ้นมาถึงตรงนี้ก็เกิดการบาดเจ็บล้มตายกันขึ้นจนถอนตัวไปเป็นแถบๆ และแล้วก็เหลือแค่สมาชิก 4 คนที่ตะเกียกตะกายต่อไปยังป้อม 2    {อนึ่งอายุเฉลี่ยของ 4 คนนี้ = 35 และ 3 ใน 4 คน อายุไม่เกิน 30 }

 

 

ทิวทัศน์เมื่อถ่ายรูปลงมาจากป้อม 1

 

 

ภายในป้อม 1

 

 

 

หลังจากละทิ้งเหล่าขุนศึกผู้ปราชัยในสมรภูมิไว้ที่ป้อมแรก มุกกะพี่ใหญ่ก็ออกตะเกียกตะกายเดินทางต่อไปยังป้อม 2 และทางเดินระหว่างป้อม 1 ไป 2 นั้นก็เป็นช่วงที่ยาวที่สุด!!!

 

 

(ยกรูปมาให้ดูความยาวอีกรอบ OTL)

 

จากป้อม 1 ไป 2  จะเป็นทางลาดสั้นๆ สลับกับบันไดยาวชิ-หาย   และมันเป็นเส้นทางนรกมาก เพราะ

 

 

1. มันสูงจนหายใจไม่สะดวก

 

 

2. อากาศมันหนาวจนขาแข็ง

 

 

3. ชุดที่ใส่มาหนามากเพื่อต้านความหนาว ทำให้เดินไม่สะดวก

 

 

4. พื้นเต็มไปด้วยซากหิมะและน้ำแข็งอย่างกลัวคนจะเดินง่ายไป

 

 

5. มันไกลมากๆเลยแสรดดดดดดดดดดดดด

 

 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังต้องเดินต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลกต่อไป OTL  

 

 

และสถานที่นี้ก็ทำให้มุกรู้ซึ้งถึงคำคมที่ว่า "ใต้ฟ้านี้ พวกเราล้วนเป็นเพื่อนกันหมด"

 

 

เนื่องจากบันไดทางขึ้นกับลงเป็นอันเดียวกัน เพราะงั้นขณะที่เดินขึ้นไปก็จะมีคนเดินสวนลงมาเป็นระยะ และคนที่เดินสวนลงมาก็จะหยุดทักทายกับเราเป็นเชิงให้กำลังใจ

 

 

ยกตัวอย่างเช่น....ตอนที่มุกหยุดหอบอยู่ที่บันไดขั้นที่ XX

 

 

 

หนุ่มเกาหลี :  !(@&&%!$%*!&$@*()

 

 

มุก : ขอบคุณค่า TTvTT

 

 

หนุ่มเกาหลี :  @&@*)(%!&()%*&

 

 

มุก :  จ้า

 

 

 

มันพูดเกาหลีมา ไอ้เราก็ตอบไทยไป แต่พูดกันรู้เรื่องจิงๆนะ   ในสถานการณ์แบบนี้มันก็คงไม่พูดอะไรมากไปกว่า เป็นอะไรมั้ย? สู้ตายนะ!! อยู่แล้ว

 

 

 

หลังจากนั้นก็เดินขึ้นไปพลางหยุดพูดคุยกับอีกหลากหลายเชื้อชาติ แถมยังได้ถ่ายรูปกับฝรั่งสาวผมทอง  (แม้ว่าแรงจูงใจที่เค้ามาขอถ่ายด้วยนั้นน่าจะ..........ก็ตาม - -) และยังมีหนุ่มมาเลเซียที่หยุดยืนคุยกับพี่ใหญ่เป็นนาน

 

 

 

จนในที่สุดเราก็มาถึงป้อม 2 แล้ว!!

 

 

 

ยืนอยู่บนป้อม 2 แล้วถ่ายรูปลงไป ^o^

 

 

 

 

ภาพภายในป้อมค่า (ร้อนมากๆอะ OTL อากาศมันหนาวน่ะใช่ แต่เหงื่อออกจนร้อนสุดๆ)

 

 

 

นี่คือทางเดินต่อไปยังป้อม 3 ถ้ามีเวลาอีกสักครึ่งชั่วโมงก็คงได้ไปเหยียบกัน

 

 

 

อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องรีบกลับลงไปข้างล่างภายใน 15 นาที  และตอนขาลงก็เร็วกว่าขาขึ้นมาก แต่อันตรายกว่ากันเยอะ เพราะลื่นได้อีก!!  (นี่คือภาพตอนลงค่ะ แต่หันมาสู้กล้องนะเธอว์~)

 

 

 

จากนั้นเราก็นั่งรถไปเรื่อยๆ หิมะที่นอกเมืองปักกิ่งหนาได้อีกจริงๆ

 

ต้นไม้เหลือยอดโผล่พ้นมาแค่นี้เอง

 

 

จากนั้นตอนกลางคืน เราก็มากันที่ถน