ลิขิตรักห้วงจันทรา ตอนที่ 3

---------------------------------------------

 

 

 

...ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ฤาเชื้อสายเทพล้วนมีจุดจบเช่นเดียวกัน...

 

 

 

..คิก..คิก..

 

 

เสียงหัวเราะต่อกระซิกดังไปในพงไพรที่ไร้มนุษย์คนใดจะกล้ำกราย ใบไม้ขยับพลิ้วไหวยามต้องลมเป็นท่วงทำนองบทเพลงรื่นหู แว่วเสียงภูติแห่งป่าตัวจ้อยขับขานร้องรับแว่วหวาน สัตว์ป่าน้อยใหญ่ล้วนหากินโดยสงบ มิมีคนผู้ใดภายนอกจะกล้ารุกรานเข้ามาภายในเขตป่าที่ได้รับการคุ้มครองจากเทพแห่งธรณี

 

 

ทว่า..ในวันนี้ บนทางรกชัฏเลียบเขากลับปรากฏร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งผ่านเข้ามา ให้ดวงตาทุกคู่ของเหล่าภูติต่างจับจ้องมองไปยังคนแปลกหน้า ผู้ซึ่งมีรัศมีผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไปแต่ก็อ่อนจางจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นเชื้อสายเทพ

 

 

แลเห็นเด็กสาวในชุดยาวที่ดูขะมุกขะมอมเดินก้าวไปทีละก้าวด้วยความเชื่องช้าผิดปกติ มือขาวที่เต็มไปด้วยบาดแผลถลอกเอื้อมออกไปเบื้องหน้าราวพยายามปัดป้องสิ่งใดก็ตามที่อาจจะขวางทาง อากัปกิริยาทั้งหมดที่แสดงถึงการไม่อาจมองเห็นนี้ยิ่งเพิ่มความแปลกใจให้แก่เหล่าภูติมากยิ่งขึ้น จนอดมิได้ที่ร่างเล็กหลายร่างจะบินไปดักอยู่ด้านหน้าของดวงตาสีอเมธิสต์งดงามที่ไม่สะท้อนสิ่งใดคู่นั้น

 

 

น่าแปลกที่ร่างโปร่งผู้ซึ่งควรจะมองไม่เห็นกลับแย้มรอยยิ้มบางๆ ขับให้วงหน้าหวานยิ่งดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสากว่าเดิม

 

 

"ขอโทษด้วย ข้าไม่รู้ว่ามีใครอื่นอยู่ที่นี่ด้วย..ข้าคงไม่ได้บุกรุกดินแดนของพวกท่านกระมัง?"

 

 

เหล่าภูติมองกันอย่างฉงนฉงายก่อนเอ่ยตอบ

 

 

"พวกเราคือภูติแห่งป่า ท่านเล่าเป็นผู้ใด? เหตุใดจึงได้กล้าบุกรุกเข้ามาภายในป่าที่เป็นนิวาสสถานของท่านเครย์?"

 

 

"ท่านเครย์?" ลูนทวนคำอย่างสงสัย ก่อนที่นามของหนึ่งในเทพแห่งธาตุทั้งสี่ที่นางเคยอ่านพบในหนังสือจะผ่านเข้ามาในใจ  ให้เด็กสาวรีบอธิบายถึงการล่วงละเมิดเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจนี้  "ข้าต้องขออภัยด้วย..ข้าไม่มีเจตนาจะรบกวนท่านเครย์ ข้าเพียงแต่ผ่านทางมาโดยบังเอิญเท่านั้น ขออภัยด้วยค่ะ"

 

 

ความนบนอบ ใสบริสุทธิ์และท่าทางที่บอกชัดถึงการไม่มีเจตนา ทำให้เหล่าภูติแห่งป่าเริ่มรู้สึกเป็นมิตรกับเด็กสาวแปลกหน้ามากขึ้น ขณะบินมาแตะนิ้วเล็กๆบนแก้มนุ่มเบาๆ

 

 

"อย่าห่วงเลย ท่านเครย์ไม่ใช่คนที่จะเอาผิดใครโดยไร้เหตุผลหรอก อีกทั้งตอนนี้ท่านก็ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกด้วย"  ภูติสาวเท้าความถึงนายเหนือผู้ตอนนี้คงกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของเพื่อนสาวคนสนิท จนไม่มีเวลามาพักผ่อนในป่าแห่งนี้ดังปกติ  "ว่าแต่ตัวท่านนี้ช่างน่าสงสัยนัก รัศมีของท่านบ่งบอกถึงตัวตนแห่งเชื้อสายเทพ แต่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเชื้อสายเทพก็สามารถสูญเสียประสาทสัมผัสทางการมองเห็นได้ด้วย"

 

 

คำถามที่ได้ยินและความอบอุ่นจากภูติตัวจิ๋วมากพอจะทำให้ลูนแย้มรอยยิ้มน้อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะนึกขอบคุณในความอ่อนโยนของอีกฝ่ายที่จงใจหลีกเลี่ยงคำว่าตาบอดไปเสีย และอีกส่วนหนึ่งคือความอุ่นใจที่ซาบซ่านลึกอยู่เบื้องใต้ของท่าทางอันสงบเยือกเย็นนี้ เพราะนี่คือวันแรกที่ลูนได้ยินคำพูดจากใครสักคนหลังจากที่นางออกจากเมืองมาโดยไร้จุดหมายเมื่อหลายวันก่อน

 

 

"ตัวข้ามีนามว่า ลูน เป็นเชื้อสายเทพผู้ปกป้องแห่งแคว้นโดเชส  เนื่องจากหลายวันก่อนกษัตริย์ทรงต้องพิษจากอสรพิษร้ายจนพระเนตรพิการทั้งสองข้าง ข้าจึงได้มอบประสาทสัมผัสของข้าให้แก่พระองค์แทน" หญิงสาวเล่าเสียงนุ่ม รอยยิ้มน้อยๆที่ประดับบนวงหน้าหวานยังคงสดใสเฉกเดิม แม้ว่าจะต้องเล่าถึงเสี้ยวหนึ่งที่น่าจะเป็นความทรงจำอันโหดร้ายก็ตามที "..หลังจากที่สูญเสียความสามารถในการมองเห็นไป ข้าที่เป็นเพียงเชื้อสายเทพชั้นล่างก็ไร้ประโยชน์สำหรับแคว้นอีก จึงต้องออกเดินทางมาตามลำพังจนมาถึงป่าแห่งนี้"

 

 

คำอธิบายสั้นๆ เรียบง่ายเสียจนเหล่าภูติได้แต่หันมามองกันอย่างสงสัย แม้พวกนางจะมีร่างเล็กกระจ้อยร่อยแต่ก็ได้อยู่บนโลกใบนี้มานานหลายร้อยปีภายใต้ความคุ้มครองของท่านเครย์ จึงย่อมเคยได้ยินและได้รับรู้เรื่องราวต่างๆบนโลกมาบ้างไม่มากก็น้อย และเรื่องความภักดีของเชื้อสายเทพที่มีต่อหน้าที่ของตนก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น..หากทว่านี่คือครั้งแรกที่พวกนางเคยได้ยินว่ามีเชื้อสายเทพคนใดไร้ประโยชน์ต่อเมืองของตน!?

 

 

"หากท่านมอบดวงตาของท่านให้แก่กษัตริย์ นั่นก็แสดงว่าท่านไม่ได้ไร้ประโยชน์"

 

 

"ท่านออกมาจากเมืองด้วยความตั้งใจของท่านหรือถูกบังคับกันแน่?"

 

 

"ท่านแค้นหรือไม่ที่ต้องออกจากเมืองของท่านมาเช่นนี้?"

 

 

หลากหลายถ้อยคำหลากหลายคำถามดังจากเหล่าภูติน้อยที่บินวนเวียนไปรอบร่างโปร่งบาง พวกนางต่างมีอายุที่มากพอจะรู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าหาได้เอ่ยความจริงออกมาจนหมดไม่ พวกนางย่อมรู้ว่าเชื้อสายเทพจะไม่มีวันละทิ้งเมืองของตนนอกเสียจากเกิดเหตุจำเป็นใดขึ้น และเหตุจำเป็นสำหรับลูนก็คงเป็นเพราะ..ความโง่เขลาของคนในเมืองเป็นแน่!

 

 

"ข้า..ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าพวกท่านหมายถึงอะไร? เหตุใดข้าจึงต้องแค้นด้วยเล่า?"

 

 

เด็กสาวตอบอย่างลังเล ในความรู้สึกของนางผู้ถูกสั่งสอนให้พยายามทำตัวให้มีประโยชน์ในฐานะเชื้อสายเทพที่สุด การได้สละดวงตาเพื่อกษัตริย์ถือเป็นเรื่องที่มีเกียรติอย่างสูง แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมหลังจากนั้นเอธานจึงได้โกรธนางจนถึงกับขับไล่ออกจากเมืองมา แต่ก็ไม่เคยมีความแค้นหรือความเคลือบแคลงในความภักดีหลงเหลือในใจ เพราะนั่น..คือเมืองและกษัตริย์ที่นางรัก

 

 

น่าเสียดายที่คำตอบของลูนกลับเป็นการบ่งบอกให้เหล่าภูติตัวน้อยได้รู้ว่า เด็กสาวตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และใสซื่อเพียงใด พวกนางล่วงรู้ว่าลูนคงจะถูกเลี้ยงดูและปลูกฝังให้ภักดีต่อเมืองบ้านเกิดอย่างไม่มีวันคลอนแคลน และการสั่งสอนเช่นนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากลูนจะอาศัยอยู่ในเมืองนั้นจนตลอดชีวิต ไม่ใช่ต้องออกมาเร่ร่อนตามลำพังภายในโลกกว้างที่นางอาจจะไม่รู้จักแม้แต่คำว่าอันตราย!?

 

 

ทำอย่างไรดี? ขืนปล่อยนางไปเช่นนี้ นางจะต้องมีอันตรายเป็นแน่'

 

 

ข้ารู้มาว่าภายนอกป่าแห่งนี้ มนุษย์หลายคนล้วนเห็นแก่ตัวและจ้องเอารัดเอาเปรียบ นางจะเป็นเหยื่อชั้นดีของพวกเขา'

 

 

นางทั้งตาบอดทั้งไม่รู้อะไรเลย ถ้าปล่อยนางไป..นางจะต้องตายแน่ๆ'

 

 

ภูติสาวเริ่มส่งกระแสจิตคุยกันในกลุ่มของตน สำหรับพวกนางที่ได้ใกล้ชิดกับเทพีแห่งธรณีแล้ว ตัวตนของเชื้อสายเทพนั้นช่างยิ่งใหญ่ เปี่ยมไปด้วยความฉลาดและพลังอำนาจที่มากมายมหาศาล แต่กับร่างแบบบางของเด็กสาวผู้กำลังรับผลไม้มากินด้วยรอยยิ้มซื่อๆนั้นแล้ว...ความรู้ทุกอย่างที่มีต่อเชื้อสายเทพของพวกนางก็มีอันต้องพังทลายลง

 

 

เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับเชื้อสายเทพที่อ่อนแอถึงเพียงนี้

 

 

เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับเชื้อสายเทพที่อ่อนโลกถึงเพียงนี้

 

 

เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับเชื้อสายเทพผู้ทำให้รู้สึกห่วงใยได้มากถึงเพียงนี้

 

 

...เพราะรู้ว่านางจะต้องมีอันตรายในทันทีที่ก้าวพ้นไปจากเขตป่าอันปลอดภัยแห่งนี้...

 

 

ถึงนางจะไม่พูด แต่ข้าเดาได้ว่านางคงถูกคนในเมืองของนางขับไล่ออกมา'

 

 

การขับไล่เชื้อสายเทพถือเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมเราถึงไม่รอให้ท่านเครย์กลับมาแล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง?'

 

 

เราอาจจะให้นางพักอยู่ในป่านี้จนกว่าท่านเครย์จะกลับมาก็ได้นะ'

 

 

เป็นไปไม่ได้ ไม่มีมนุษย์หรือเชื้อสายเทพคนใดจะใช้ชีวิตอยู่ในป่านี้ที่ได้รับการลงเขตแดนจากท่านเครย์ได้นานกว่า 7 วัน นางต้องไปจากที่นี่ก่อนที่นางจะเสียชีวิตเพราะถูกเขตแดนของท่านเครย์สูบพลังออกไปจนหมด'

 

 

แต่ถ้านางไปจากที่นี่ นางไม่มีทางมีชีวิตรอดได้แน่!!'

 

 

การพูดคุยโต้ตอบทางกระแสจิตของเหล่าภูติย่อมไม่มีทางที่มนุษย์จะได้ยินและลูนก็ไม่อยู่นอกเหนือข่ายนี้ นางไม่ได้ยินว่าเหล่าภูติกำลังเอ่ยเช่นไร แต่นางรู้สึกได้ถึงคลื่นอากาศที่สั่นไหวอยู่รายรอบ ภายในกระแสอากาศนั้นนางรู้สึกได้ถึงความพยายามที่จะช่วยเหลือ

 

 

"ข้าขอบคุณพวกท่านมากที่คิดจะช่วยเหลือข้า" เสียงหวานที่เอ่ยขึ้นดังแทรกการโต้เถียงของเหล่าภูติตัวน้อย เด็กสาวแย้มรอยยิ้มบางๆ นึกขอบคุณจากใจจริงต่อไมตรีจิตที่ได้รับ "แต่ว่า..ข้าไม่ใช่คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างที่พวกท่านคิด จริงอยู่ว่าข้าอาจจะไม่เคยออกจากบ้านเกิดมา แต่ข้าได้อ่านหนังสือศึกษาเรื่องราวความเป็นไปในโลกมาหลายต่อหลายเล่ม เมื่อข้าไร้ประโยชน์ต่อเมืองของข้า ข้าก็สมควรที่จะค้นหาที่อยู่ของตนเองให้พบ.."

 

 

ภายในดวงตาสีม่วงที่ไร้ประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตในแบบที่เหล่าภูติไม่เคยเห็นจากเชื้อสายเทพคนอื่น นั่น..คือความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด คือความกระตือรือร้นที่จะได้มีชีวิตใหม่ คือความสุขที่อยากจะค้นหาสิ่งที่เป็นของตนอย่างแท้จริง แม้ว่ามันจะฟังดูไร้เดียงสาเป็นอย่างมากสำหรับเด็กสาวผู้เคยได้รับการปกป้องราวไข่ในหินนางนี้

 

 

"ก่อนนี้ข้าเคยได้แต่มองโลกผ่านตัวอักษร แต่ในตอนนี้ข้ามีอิสระที่จะได้ออกมาสัมผัสกับชีวิตภายนอกด้วยตัวของข้าเอง อาจจะน่าเสียดายที่ดวงตาคู่นี้ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีก แต่ข้ายังสามารถฟัง สามารถสัมผัสหรือลิ้มรสทุกสิ่งทุกอย่างตามแต่ข้าประสงค์..และสุดท้ายแล้วข้าคงจะได้ค้นพบสถานที่ที่ข้าจะมีประโยชน์อย่างแท้จริง"

 

 

ความมุ่งมั่นอันยืนกรานถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความนุ่มนวลอ่อนโยนของเด็กสาว ดอกไม้ที่ดูแบบบางจนเกรงว่าเพียงแตะต้องก็อาจปลิดปลิวกลับซ่อนความเข้มแข็งเอาไว้มากกว่าที่เหล่าภูติสาวจะเคยคิดมากนัก พวกนางเริ่มได้ตระหนักว่าบางทีการถกเถียงนี้อาจไร้ประโยชน์ นั่นเพราะลูนมีการตัดสินใจของนางเองอยู่แล้ว

 

 

...มันคือ การตัดสินใจ ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง...

 

 

"หากท่านตัดสินใจเช่นนี้ก็คงไม่มีประโยชน์ที่พวกข้าจะเกลี้ยกล่อม" ภูติสาวว่าเสียงทอดถอน นางรู้ว่าอันตรายรออยู่เบื้องหน้าของลูนมากพอกับที่เชื้อสายเทพสาวเองก็คงรู้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยอันตรายสักเพียงใด แต่จะมีใครด้วยหรือที่จะสามารถขัดขวางเด็กสาวผู้มีความตั้งใจอันแรงกล้าผู้นี้ได้

 

 

หากลูนมองเห็นก็คงจะสังเกตได้ถึงความชื่นชมที่ปรากฏบนใบหน้าของเหล่าภูติตัวจิ๋ว พวกนางล้วนชื่นชมในคนที่มีจิตใจอันเข้มแข็งและลูนก็ถือว่าผ่านการทดสอบของพวกนางในเรื่องนี้ เมื่อภูติจำนวนหนึ่งช่วยกันหิ้วถุงผ้าใบเล็กหากบรรจุผลไม้จนล้นปรี่มายัดเยียดใส่มือเรียวงามคู่นั้น

 

 

"ท่านจงรับผลไม้เหล่านี้ไว้เป็นเสบียง จากนั้นจงเดินทางไปยังทิศตะวันออก ราว 4 - 5 วัน ท่านจะพ้นจากเขตป่าและล่วงเข้าสู่หมู่บ้าน ที่นั่นคงพอมีสถานที่ให้ท่านได้พักบ้าง..ขอการเดินทางของท่านจงประสบโชคเถิด"

 

 

ภูติน้อยว่าเสียงใส พวกนางหลายตนช่วยกันพยุงร่างโปร่งบางของเชื้อสายเทพขึ้นก่อนจะฉุดรั้งไปยังทางทิศตะวันออก หนึ่งในเส้นทางหลายสิบสายที่พาออกไปจากเขตป่าได้ แต่จะเป็นทางเส้นเดียวที่จะพาไปพบกับหมู่บ้าน หาใช่ทะเลทรายหรือผาสูงชันดังเช่นเส้นทางอื่นไม่

 

 

"ขอบคุณในน้ำใจของพวกท่านมาก ข้าจะไม่มีวันลืมเลย"

 

 

รอยยิ้มบางๆที่ประดับอยู่บนใบหน้าหวานคือความสดใสที่หลงเหลือทิ้งไว้ในความทรงจำของเหล่าภูติผู้ดูแลป่า พวกนางได้ชี้บอกทางให้แก่ลูนด้วยความเมตตา แต่พวกนางคงไม่ได้รู้เลยว่าเมื่อลูนก้าวเดินไปตามทางที่บ่งบอกนั้น...ก็จะไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีกเป็นครั้งที่ 2!!

 

 

......ชะตากรรมและเหตุผลที่ลูนถือกำเนิดมากำลังรอนางอยู่ที่สุดปลายเส้นทางนี้......

 

 

 

++++++++++++++

 

 

 

!!!!

 

 

"นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เขตแดนของท่านเครย์กำลังสั่นสะเทือน!!"

 

 

"ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นกับท่านเครย์เป็นแน่!!"

 

 

เหล่าภูติดูแลป่ากำลังเต็มไปด้วยความกระวนกระวายเป็นอย่างมาก พวกนางต่างสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในอากาศ ผืนดินกำลังกรีดร้อง ไม้ใหญ่โอนเอนตามแรงลม แม้จะมีชีวิตอยู่มานานหลายร้อยปีแต่นี่คือครั้งแรกที่พวกนางรู้สึกว่าเขตแดนแห่งป่ากำลังสั่นสะเทือน!!

 

 

"ติดต่อท่านเครย์ได้หรือไม่?"

 

 

"ไม่ได้..ข้าไม่อาจสัมผัสถึงจิตของท่านได้เลย"

 

 

"ภูติจากป่าแห่งอื่นพยายามติดต่อมา พวกนางว่าเขตแดนของท่านเครย์มีท่าทีกำลังจะพังทลายลง!"

 

 

คำบอกที่ทำให้หัวหน้าภูติสาวถึงกับสะท้านเยือก พวกนางไม่สามารถติดต่อถึงนายเหนือของตนได้แต่สามารถติดต่อกับพวกพ้องที่ดูแลป่าเขตอื่นได้ และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็บ่งชี้ให้เห็นว่าเขตแดนของเทพีแห่งธรณีที่อยู่บนโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดถึงขีดสุดและพร้อมที่จะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ

 

 

"ท่านเครย์ต้องกำลังเกิดเรื่องเป็นแน่"

 

 

"ท่านเครย์เป็นถึงเทพีแห่งธรณีนะ จะมีใครกล้าทำร้ายท่านด้วยหรือ?"

 

 

คำตอบเพียงอย่างเดียวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการที่เทพีแห่งธรณีคงจะต้องกำลังใช้พลังทั้งหมดของนางเพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่างจนพลอยทำให้เขตแดนอื่นเกิดการกระทบกระเทือน และมันก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับสายหนังที่ดึงจนตึง หากยามใดที่เครย์ลุล่วงในสิ่งที่กระทำและค่อยๆผ่อนพลังกลับคืน เขตแดนทั้งหมดก็จะกลับคืนสู่ความเสถียร แต่ในทางตรงข้ามหากเทพสาวเกิดพลาดพลั้งหรือบาดเจ็บในตอนนี้...แรงกระทบกระเทือนก็จะส่งผลถึงเขตแดนทั้งหมดและทำให้เขตแดนพังทลายลง เป็นเหตุให้มนุษย์สามารถล่วงล้ำเข้ามาภายในป่าที่ซุกซ่อนสัตว์ป่าหายากนานาพันธุ์และพันธุ์ไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์ได้

 

 

"อย่าตื่นตระหนกเลย ท่านเครย์คือเทพีแห่งธรณี..ท่านอาจจะพบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากบางอย่างเข้าแต่ไม่มีทางที่ท่านจะพ่ายแพ้.."

 

 

หากน่าเสียดายที่เหล่าภูติน้อยคงไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า ณ เวลาขณะนี้ นายของพวกตนกำลังเผชิญหน้ากับเชื้อสายเทพที่มีพลังและอายุยืนยาวที่สุด..ชายผู้สามารถประทานความตายอันเป็นนิรันดร์ให้แก่เครย์ได้...ชายผู้มีนามว่า เอ็กเซล!!

 

 

ฉับพลันท้องฟ้าที่เป็นสีดำสนิทของยามราตรีก็พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น เมฆทึบเคลื่อนเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ เหล่าภูติมีเวลาเพียงแค่มองสายฟ้าที่ทอประกายกร้าวอยู่เบื้องบน และรู้สึกถึงเขตแดนที่พลันสั่นสะเทือนถึงขีดสุด พื้นดินสั่นไหว แว่วเสียงสรรพสัตว์ร่ำร้องขอความช่วยเหลือ แล้วตอนนั้นเองเขตแดนของเทพีแห่งธรณีก็พังทลาย!!

 

 

 

...ย้อนกลับไปประมาณ 15 นาทีก่อน...

 

 

 

...นี่เป็นวันหรือคืนเท่าไหร่แล้วเด็กสาวก็ไม่อาจทราบได้...

 

 

ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาสะท้อนให้เห็นวงหน้าหวานที่ดูจะซูบเซียวลงไปมาก ชุดยาวสีขาวขมุกขมอมด้วยฝุ่นผงและเศษดิน มือขาวผ่องเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนด้วยไร้ความสามารถในการมองเห็น การเดินทางฝ่าป่าทึบแห่งนี้เพียงลำพังจึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนสาหัสสำหรับลูน

 

 

ข้ามาถูกทางหรือเปล่านะ?

 

 

ความทรงจำที่ได้พบกับภูติแห่งป่าที่แสนใจดีราวกับเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ พวกนางเหล่านั้นเมตตาพอที่จะช่วยบอกถึงเส้นทางที่ปลอดภัยให้และคงจะตามมาส่งจนพ้นเขตป่า ถ้าไม่ใช่เพราะพวกนางพลันสัมผัสได้ถึงความปรวนแปรของเขตแดนที่แสดงให้เห็นว่าเทพีแห่งธรณีคงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินัก เมื่อถึงเวลาที่เครย์เป็นเช่นนี้..หน้าที่ของเหล่าภูติก็คือการช่วยปลอบขวัญสรรพสัตว์ภายในป่าให้คลายใจและเพราะเหตุนั้นลูนจึงต้องเดินทางเพื่อออกจากป่าตามลำพัง

 

 

หวังว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านเครย์..

 

 

ความห่วงใยผ่านเข้ามาในใจเพียงชั่วแวบก่อนจะจางหายไปด้วยเสียงหัวเราะขบขัน แม้จะไม่เคยพบแต่ลูนย่อมรู้ว่าเทพีแห่งธรณีคือตำแหน่งที่จะเป็นรองก็แต่เพียงเทพแห่งสายลมเท่านั้น แล้วผู้ที่สูงศักดิ์ถึงเพียงนั้นจะยังมีเรื่องใดระคายใจด้วยหรือ?

 

 

แต่ขึ้นชื่อว่าผู้มีความรู้สึกแล้ว..ก็คงไม่มีใครที่จะไม่เคยหงุดหงิด

 

 

ความเข้าใจและการยอมรับคือสิ่งที่เชื้อสายเทพสาวมีมากกว่าใคร บางครั้งก็ยากจะเอ่ยว่าในหัวใจได้ซ่อนความริษยาต่อเทพีผู้สูงศักดิ์ที่มีทั้งพลังอำนาจที่นางแสวงหา มีความสามารถมากพอที่จะตอบสนองต่อประชาชนของนาง...ในขณะที่ลูนไม่มี...แต่เพียงความคิดนั้นเกิดขึ้นในใจ ความที่ไม่เคยได้รู้จักกับพลังอำนาจมาตั้งแต่เกิดก็จะทำให้เด็กสาวนึกขันในความปรารถนาของตนเองทุกครั้งไป เพราะนางเองก็คือหนึ่งในคนที่รู้ดีที่สุดว่า ความปรารถนาคือสิ่งที่ยากจะเป็นจริง

 

 

ทว่าตอนนั้นเองห้วงอากาศที่เคยสั่นไหวในระดับปานกลางก็พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น!?

 

 

ลูนรู้สึกได้ถึงอากาศที่แปรปรวนอย่างบ้าคลั่ง พื้นดินสั่นสะเทือนจนยากจะทรงตัวอยู่ เมื่อเด็กสาวรีบจับต้นไม้ใหญ่ไว้พยุงกาย อันเป็นจังหวะเดียวกับที่แรงเครียดในอากาศพลันระเบิดออกอย่างรุนแรง ให้ร่างโปร่งบางถึงกับกระเด็นออกจากกิ่งไม้ที่จับยึด แผ่นหลังเจ็บแปลบเมื่อกระแทกกับก้อนหินใหญ่  ในหูแว่วเสียงสัตว์กรีดร้อง เสียงต้นไม้โค่นล้ม ฟ้าร้องดังครืนครั่นราวกับจะเป็นวันสิ้นโลกก็ไม่ปาน

 

 

"ท่านเครย์.."

 

 

ลูนแว่วเสียงตนเองครางออกมาเบาๆ เด็กสาวพยายามขดตัวแนบกับก้อนหินที่ใช้เป็นหลักยึด สายลมม้วนตัวบ้าคลั่ง สรรพสัตว์กรีดร้องวิ่งหนีราวต้องไฟป่า ไม้ใหญ่ที่โค่นลงมาอยู่ห่างจากตำแหน่งที่ลูนอยู่ไม่มากนักแต่เพียงระยะไม่กี่เมตรนั้นก็มากพอที่กิ่งไว้จะปลิวมาขีดข่วนกายขาวนวลให้เป็นบาดแผลหลั่งโลหิต

 

 

นั่น..คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเขตแดนของเทพีแห่งธรณีแล้ว เวลาไม่กี่นาทีนั้นกลับยาวนานราวชั่วนิรันดร์ และเมื่อแรงสั่นสะเทือนค่อยๆสงบลงในที่สุด อากาศที่พัดผ่านเข้ามาจากเคยคงความบริสุทธิ์ไว้กลับเจือด้วยกลิ่นอับชื้นจางๆ มันคืออากาศปกติที่ปกคลุมอยู่ตามถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ แต่ไม่ใช่อากาศที่เทพีแห่งธรณีได้ปิดกั้นไว้ในเขตแดนอันทรงพลังของนาง และยามนี้..มันก็คือสัญญาณบอกได้เป็นอย่างดีว่า เขตแดนของเครย์ได้พังทลายลงแล้ว!!

 

 

..เจ็บ...

 

 

มือทั้งสองแสบร้อนจนชาเมื่อเด็กสาวพยุงกายลุกขึ้นยืน แรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้เศษหินและกิ่งไม้กระเด็นมาขูดข่วนร่างบางให้กลายเป็นแผล คาวโลหิตเหนียวลื่นมือบอกชัดถึงบาดแผลเล็กๆน้อยๆที่ตนได้รับแต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับความประหลาดใจที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เท่ากับความจริงที่ได้รู้ว่าเทพีแห่งธรณีนางนั้นถึงกับพ่ายแพ้ต่อใครคนหนึ่งจนเขตแดนพังทลายได้!?

 

 

"ใครกันที่ทำให้ท่านถึงกับพ่ายแพ้?"

 

 

รสชาติของโลหิตขมปร่าบนปลายลิ้นบ่งชัดว่าริมฝีปากสีอ่อนแตกเป็นแผล แต่นี่ก็อาจจะยังไม่ใช่เวลาของการรักษาอาการบาดเจ็บ แต่ควรจะเป็นการรีบไปจากที่นี่ด้วยเพราะโสตประสาทของเชื้อสายเทพที่ดีกว่ามนุษย์ทั่วไปทำให้เด็กสาวได้ยินเสียงน้ำป่าไหลหลากมาจากที่ไกลแสนไกล บางทีแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่อาจรุนแรงจนถึงกับทำให้สายน้ำลำธารในป่าเปลี่ยนทิศทางการไหลก็เป็นได้!

 

 

ลูนพยายามหนีออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่คนตาบอดจะพึงทำ แต่น่าเสียดายที่พื้นหญ้าอันงดงามบัดนี้กลับเต็มไปด้วยเศษไม้และกรวดหิน พื้นดินบางส่วนถึงกับแยกออก ทำให้การเดินยิ่งทวีความยากลำบากเป็นเท่าตัว แต่เด็กสาวก็พยายามอย่างไม่ย่อท้อ จนสุดท้ายนางก็มาถึงบริเวณที่เป็นชายป่าซึ่งสามารถสัมผัสได้ถึงดวงจิตของมนุษย์หลายสิบคนอยู่ห่างออกไป อันเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง

 

 

ทว่า.....

 

 

"ดูสิว่าเราเจออะไรที่นี่?"

 

 

คลื่นจิตของมนุษย์ 3 คนเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วเสียจนลูนตระหนก อารามดีใจกับการได้รู้ว่าตนกำลังจะออกพ้นเขตป่าทำให้ไม่ทันสังเกตถึงจิตที่ใกล้เข้ามา..จิตของมนุษย์ที่หยาบช้าและมืดดำ...

 

 

...ห่างออกไปไม่กี่ก้าว พรานป่าวัยรุ่น 3 คนกำลังยืนมองสตรีแปลกหน้าด้วยแววตากระหาย ก่อนหน้านี้ที่พบว่าอยู่ดีๆหลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวขึ้น พวกตนก็สามารถเดินเข้ามาในป่าแห่งนี้ที่เชื่อกันว่าเต็มไปด้วยสัตว์ป่าหายากนานาพันธุ์ก็ถือว่าเป็นโชคดีมากแล้ว แต่ใครจะนึกว่าว่าเทพแห่งโชคลาภยังช่วยประทานสาวงามผู้มีเรือนผมสีทองยาวสยาย และดวงตาสีม่วงดูตื่นๆคู่นั้นไว้ให้เป็นของกำนัลแก่พวกตนอีก

 

 

"สาวงามเช่นนี้รับรองต้องขายได้ราคาดีเป็นแน่"

 

 

หนึ่งในกลุ่มพรานป่าประเมินสินค้าตรงหน้าพวกตนอย่างไม่กลัวเกรงว่าเด็กสาวจะหนีจากไป สายตาหยาบโลนพินิจมองเรือนร่างแบบบางภายใต้ชุดยาวสีขาวขาดวิ่นที่เปื้อนไปด้วยโลหิต เรือนผมสีทองยุ่งเหยิง เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดินและโคลน แต่กระนั้นก็ไม่อาจบดบังความงามพิสุทธิ์ไปได้ และหากว่านางเป็นสาวพรหมจารีแล้ว..เงินที่ได้จากการนำตัวนางไปประมูลในตลาดค้าทาสก็คงจะสูงจนแม้แบ่งเงินกัน 3 คนก็ยังมากพอที่จะอยู่อย่างสุขสบายไปอีกหลายเดือนทีเดียว

 

 

แลเห็นเด็กสาวเม้มปากน้อยๆ ดวงตาสีอเมธิสต์จับจ้องมายังชายทั้งสามแต่กลับไม่สะท้อนซึ่งภาพใด มือเรียวเกาะลำต้นไม้ไว้ช่วยพยุงกายเมื่อเอ่ยเตือนคนเหล่านั้น

 

 

"ข้าไม่ทราบว่าพวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไร แต่บริเวณนี้อยู่ในเส้นทางที่น้ำป่าจะไหล่บ่าลงมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เพราะฉะนั้นพวกท่านควรจะรีบหนีไปจากที่นี่ซะ"

 

 

"ฮะฮะฮะ ถ้าจะหาข้ออ้างหนีก็ควรพยายามให้ดีกว่านี้นะ สาวน้อย" ชายฉกรรจ์หัวเราะอย่างดูแคลน ร่างสูงของชายทั้งสามเดินเข้าล้อมเด็กสาวแปลกหน้าไว้ยังกึ่งกลาง ขณะที่หนึ่งในนั้นถือขดเชือกเตรียมพันธนาการเหยื่อตรงหน้า  "..ถ้าที่นี่เป็นทางน้ำจริง พวกข้าก็สมควรจะได้ยินเสียงน้ำมาแต่ไกลแล้ว หรือเจ้าจะบอกว่าเจ้ามีตาทิพย์ล่วงรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกันล่ะ?"

 

 

"ถึงข้าจะไม่มีตาทิพย์ แต่โสตสัมผัสของข้าดีกว่าคนทั่วไปมาก ข้าขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าถ้าพวกท่านไม่อยากตายก็จงรีบหนีไปจากที่นี่"

 

 

ลูนเอ่ยเสียงเย็น หูสดับฟังเสียงของน้ำที่เริ่มใกล้เข้ามาในทุกขณะ บางทีอีกประมาณ 10 นาทีข้างหน้าพื้นที่บริเวณนี้ก็คงท่วมไปด้วยน้ำและหากชายเหล่านี้ประสงค์จะฝังร่างอยู่ที่นี่ก็หาใช่การณ์ใดของนางไม่

 

 

เชื้อสายเทพสาวก้าวเดินตรงไปเบื้องหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงต่อเหล่าชายฉกรรจ์ที่แวดล้อม บางทีนี่อาจจะเป็นความกล้าที่แฝงอยู่ในตัวนาง หรือบางทีอาจจะเป็นความโง่เขลาที่คิดว่าลำพังตนจะสามารถสู้กับกลุ่มคนหยาบช้าเหล่านี้ได้...หากทว่าไม่ว่าจะเป็นเช่นใด แต่การกระทำที่ผิดคาดของลูนก็มากพอจะทำให้ทั้งสามถึงกับยืนนิ่งอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรกับสินค้าชิ้นนี้

 

 

เป็นที่น่าเสียดายที่ลูนไม่อาจมองเห็น เป็นที่น่าเสียดายที่ลูนบาดเจ็บจากแรงกระแทกตอนเขตแดนพังทลายอยู่บ้าง ทำให้นางไม่อาจก้าวไปได้เร็วดังใจ และเพราะความช้านี้เองจึงทำให้หนึ่งในกลุ่มพรานเงื้อง่าธนูขึ้น แล้วดอกศรก็แล่นออกมาโดยมีที่หมายที่ตัวของเด็กสาว

 

 

ทว่า..!!

 

 

ท่ามกลางสายตาของกลุ่มพราน...เด็กสาวตาบอดที่ดูเสมือนไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้กลับสามารถเบี่ยงกายหลบรอดคมศรไปอย่างฉิวเฉียดโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ให้ลูกศรหัวเหล็กปักลงที่ต้นไม้ข้างกาย แล้วตอนนั้นเอง..ลูนก็เริ่มวิ่ง!!

 

 

"ตามไป!!"

 

 

ภายในป่าที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า เงาร่างสีขาวที่วิ่งลัดเลาะผ่านป่ายิ่งดูโดดเด่นจนยากจะคลาดสายตา ลูนวิ่งสุดแรงเท่าที่มี กิ่งไม้ขีดข่วนใบหน้าและเรือนกายให้เป็นรอยแผล หากแต่เชื้อสายเทพสาวก็ไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่าหากถูกคนกลุ่มนี้จับตัวได้เมื่อใด สิ่งที่รอคอยนางอยู่นั้นจะต้องโหดร้ายจนเกินคาดคิดเป็นแน่

 

 

"หยุดไว้ให้ได้ อย่าให้นางหนีรอด!!"

 

 

แว่วเสียงสั่งดังจากเหล่าพรานป่า หนึ่งในนั้นเริ่มยิงธนูสกัดขัดขวาง ลูนอาศัยฟังเสียงอาวุธที่แหวกลมมาใกล้ก่อนจะเบี่ยงกายหลบไปอย่างฉิวเฉียดในทุกครั้ง หากก็มีบางคราที่พลาดพลั้งให้คมเหล็กเฉียดผ่านไหล่เรียกโลหิตให้หลั่งรินลงมา..โลหิตของเชื้อสายเทพที่ตกต้องลงสู่ผืนดิน...

 

 

"แฮ่ก แฮ่ก.."

 

 

ลูนหอบหายใจแรง เท้าวิ่งเร็วจนรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจเต้นรัวแรงในอก แผลจากธนูเจ็บแสบจนชา แต่สิ่งที่ทำให้ชวนเจ็บปวดมากกว่าคือความจริงที่ว่า..ตัวนางช่างไม่มีความสามารถใดๆในฐานะเชื้อสายเทพเอาเสียเลย

 

 

ทำไมข้าจึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้?

 

 

ข้าคือเชื้อสายเทพจริงๆอย่างนั้นหรือ?

 

 

"ได้ตัวล่ะ!"

 

 

แว่วเสียงที่เต็มไปด้วยความลำพองดังขึ้นร่างโปร่งบางทันได้รู้สึกถึงคมศรที่แหวกอากาศเข้ามาหาเพียั่วนาที หากระยะนั้นใกล้เกินกว่าจะหลบพ้น ให้ดอกศรแทงทะลุเรียวขาจนปลายคมโผล่พ้นไปยังอีกด้านหนึ่ง!!

 

 

"!!!!"

 

 

เลือดไหลอาบลงมาจนชุ่มอาภรณ์สีขาว ร่างโปร่งบางทรุดฮวบลงกับพื้น นัยน์เนตรสีอเมธิสต์เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาจ้องมองไปยังทิศทางที่เหล่าชายหยาบช้ากำลังเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มเยาะ

 

 

และนั่นก็คือครั้งแรกที่ลูนได้รู้จักกับคำว่าความเกลียดชัง!!

 

 

"ข้า..ไม่มีวันยกโทษให้.."

 

 

มือนุ่มกำแน่นจนเจ็บ ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกรุนแรงจนมากพอจะแทนที่ความเจ็บปวดของบาดแผล มันคือความรู้สึกที่ลูนไม่เคยคุ้น..เชื้อสายเทพผู้ถูกสั่งสอนให้รู้จักเพียงรักและเมตตา แต่ใครเลยจะคิดว่าการณ์กลับแปรผันให้นางได้รู้จักความรู้สึกในแง่ลบในที่สุด!?

 

 

"ยอมให้จับแต่โดยดีเถอะสาวน้อย พวกข้าไม่อยากให้สินค้ามีตำหนิมากไปกว่านี้หรอกนะ"

 

 

พรานป่าวัยฉกรรจ์ว่าทั้งเสียงกลั้วหัวเราะ มือหยาบกำลังจะแตะลงบนผิวกายเนียนนุ่มของสตรีตรงหน้า ทว่าในตอนนั้นเอง...!!!

 

 

ครืน...!!

 

 

เสียงที่ดังสะท้านก้องไปทั่วทั้งบริเวณฉุดกระชากสายตาของทั้งหมดให้มองไปยังทิศทางเดียวกัน เสียงๆนั้นที่นำมาซึ่งใบหน้าอันซีดเผือดของชายทั้งสามแต่กลับนำมาซึ่งรอยยิ้มน้อยๆแก่หญิงสาวเพียงคนเดียว

 

 

"อย่างที่ข้าเตือนไว้ไม่ใช่หรือ? น้ำป่ากำลังจะไหลมาทางทิศทางนี้.."

 

 

...และข้าก็ต้องจบชีวิตเพียงแค่นี้เองหรือ...?

 

 

คำถามที่ดังขึ้นเพียงในใจ ดวงตาคู่สีม่วงมองไปยังทิศทางด้านตรงข้ามที่ซึ่งแว่วเสียงครืนครั่นดังสนั่น ใกล้ๆตัวชายทั้งสามกำลังส่งเสียงร้องโวยวายขณะพยายามหนีสุดชีวิต แต่น่าเสียดายที่ลำพังคนมีหรือจะวิ่งหนีต่อภัยพิบัติแห่งธรรมชาติได้ ลูนรู้ว่าพวกตนจะกำลังถูกสายน้ำเชี่ยวกรากกลืนร่างไปในบัดดล

 

 

ช่างน่าแปลกที่ข้ากลับรู้สึกสงบถึงเพียงนี้...

 

 

ภายใต้ดวงตาที่มองไป นางไม่เห็นแต่รับรู้ว่าสายน้ำกำลังซัดมาจากที่ไม่ห่างไกลนัก จิตใจที่เคยอัดแน่นไปด้วยความชิงชังเมื่อครู่กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็น ความตายที่กรายใกล้เข้ามาช่วยชะล้างจิตใจให้ผ่องแผ้ว สำหรับนางแล้ว..จนท้ายสุดของชีวิตนางก็คงไม่อาจเชื่อได้ว่าตัวนางคู่ควรกับคำว่าเชื้อสายเทพจริงหรือ แต่เมื่อนางมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องผู้คนก็สมควรจะกระทำสิ่งนั้นต่อไปจนถึงที่สุดมิใช่หรือ?

 

 

"อย่าขยับ"

 

 

เสียงหวานกังวานใสฟังดูแผ่วเบาแต่กลับสะท้อนเข้าสู่โสตของชายผู้กำลังแตกตื่นทั้งสามได้ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงน้ำหลาก ทั้งหมดต่างชะงักกายหันมามองร่างแบบบางของเด็กสาวผู้กำลังยกมือที่อาบไปด้วยโลหิตของตนขึ้นช้าๆ ริมฝีปากสีอ่อนขยับพึมพำเบาๆ แล้วตอนนั้นเองรอบกายของชายทั้งสามก็บังเกิดแก้วใสทรงกลมล้อมรอบไว้!?

 

 

"อย่าออกมาจนกว่าจะปลอดภัย"

 

 

ลูนสั่งทั้งรอยยิ้ม มนตร์บทสุดท้ายที่ใช้โลหิตของตนสร้างเขตแดนคุ้มกันให้แก่ผู้ที่เคยคิดประทุษร้าย ภายใต้แก้วทรงกลมนั้น พวกเขาจะปลอดภัยจากน้ำป่า หากช่างน่าเสียดายที่มนตร์บทนี้ไม่สามารถใช้ได้เพื่อตนเอง..

 

 

เพราะเชื้อสายเทพระดับล่างไม่สามารถสร้างเขตแดนได้ แต่ถ้าเป็นการใช้พลังชีวิตของตนแลกมาเพื่อคนอื่นแล้ว ก็อาจจะเป็นเรื่องที่กระทำได้..แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยชีวิตก็ตาม

 

 

"ระวัง!!"

 

 

เหล่านายพรานต่างส่งเสียงร้องเตือนเมื่อน้ำป่าซัดเข้ามาใกล้ ความรุนแรงของมันมากพอจะทำให้ต้นไม้หักโค่น และหากมีผู้ที่พลัดหลงเข้าไปในธารอันเชี่ยวกรากนี้ ถ้าโชคดีไม่จมน้ำตายก็จะต้องโดนเศษไม้เหล่านี้กระแทกจนร่างกายบอบช้ำและถึงแก่ชีวิตเป็นแน่

 

 

ทว่าไม่ว่าจะเป็นความตายเช่นไร แต่ลูนก็ไม่เหลือทางเลือกอีกแล้ว...

 

 

ครืน..ซ่า!!!

 

 

ธารน้ำอันเชี่ยวกรากซัดกลืนร่างของหญิงสาวให้จมหายไปในสายนที เบื้องหน้าของดวงตาคู่สีม่วงที่เหม่อมองไปคือความบริสุทธิ์ของหยาดน้ำที่แวดล้อมตนไว้และความมืดที่กำลังกลืนกินสติไปอย่างช้าๆกับความคิดสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่

 

 

..ขอโทษด้วย ท่านเอธาน ข้าไม่คิดเลยว่าจะพลอยลากให้ท่านต้องเสียชีวิตไปด้วย...ถ้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าไม่ควรมอบดวงตาให้กับท่านงั้นหรือ?ใครก็ได้ช่วยตอบข้าทีเถิด..ใครก็ได้....

 

 

- - - - TBC. ตอนที่ 4 - - - -

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

วะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น่ารักกกกกกก น่ารักมากกกกกกกกกก พี่ว่าเอ็งเปลี่ยนมาเขียนสาวน้อ

#1 By ruk21us on 2009-06-16 15:30

( เนตเน่า )

วะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น่ารักกกกกกก น่ารักมากกกกกกกกกก พี่ว่าเอ็งเปลี่ยนมาเขียนสาวน้อยน่ารักใสซื่อดีกว่ามุก ลูน! น่ารักมากกกกกก


โอเค เป็นคนเมนต์ที่ดี
นึกว่าจะพลิกโผถูกความเกลียดชังเข้าแทรกแซง แต่ก็ยังใสแจ๋วสวยสด น่ารักะมัด อัพเรื่องนี้ต่อเถอะ ปลื้มกับนางเอก double wink

#2 By ruk21us on 2009-06-16 15:32

แวะมารดน้ำต้นไม้ให้แล้วนะคะ double wink

#3 By Upmovie Brainstorm on 2009-06-16 16:09

โอ้ๆๆ

ต้นไม้โคตรสวยอ่า

555+

cry cry big smile

#4 By =_$% #>> T E N G E K I >># %$_= on 2009-06-16 20:17

ว้าววว

พี่มุกอัพแล้ว^^(ขอบคุณมากๆค่ะ)

ดีใจมากเลยT^T

เมื่อไหร่ลูนจะพบกับดัสต์คะ

อยากอ่านเร็วๆจัง

อัพไวๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ^o^

#5 By FCพี่มุก(allegro) (112.142.234.218) on 2009-06-18 18:12

หวัดดีค่ะน้องมุก
พี่เป็นอีกคน ที่ติดตาม นิยาย ชุดนี้ ตั้งแต่ เรื่องแรก
และ พี่ก็ ได้ยินข่าวการ ตีพิมพ์ เรื่อง สอง แล้วพี่ก็ หา มะเจอ ไม่ว่า จะเป็น ร้านไหน เอิกเอิก หัวเราะ ให้กับตัวเอง เพราะ เป็นเรื่องที่พี อยากอ่านมาก ลองจาก เทพ จอมซน เอิกเอิก

ปล.
เรื่องนี้ ก็ จะติดตามต่อไป

ปล.อีกที
จะพยายามในการตามหา ท่านเทพ ทรณี ต่อไป

ปล. อีกซักที
ยังไม่เคยใช้ความพยายามในการหาเรื่องไหน เท่าเรื่องนี้ มาก่อนเลย

#6 By baby (124.121.239.167) on 2009-08-07 14:52