คำเตือน : โหลด โหด นรก 

 

 

 

 

 

 

 

14 ม.ค. 52  

 

 

 

  

06.00 ถึงสนามบินคันไซ ที่โอซาก้า  อุณหภูมิขณะนี้คือ 4 C

 (แต่ในสนามบินไม่หนาวน้า มันเปิดฮีทเตอร์ไว้ ^^)

 

 

 

สมาชิกในกรุ๊ปทัวร์มีทั้งหมด 37 คน รวมไกด์และหัวหน้าคณะทัวร์แล้ว  เมื่อรวมกันครบทุกคนก็ขึ้นรถทัวร์ โดยมีชาวญี่ปุ่นชื่อ ซากามากิ ซัง  เป็นคนขับ (ในญี่ปุ่นคนขับรถจะแต่งสูท)

 

 

 

ภาพตอนนั่งรถออกจากบริเวณสนามบิน

 

 

 

 

จากการให้ปากคำของไกด์ >> ท่าอากาศยานคันไซเป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทร เราจะต้องขับรถผ่านสะพานข้ามยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร (มั้ง) เข้าไปโอซาก้า  โดยที่ท่าอากาศยานคันไซจะค่อยๆจมลงไปในน้ำ 1 เซนติเมตร ทุกวัน

 

 

 

ท่าอากาศยานคันไซ

 

 

 

ดูเหมือนว่าตอนนี้ญี่ปุ่นจะออกกฎหมายห้ามยืนในรถ และต้องรัดเข็มขัดนิรภัยบนทางด่วนด้วย ไม่งั้นเจอปรับนะเออ

 

 

 

 

นั่งๆรถมาดูเหมือนแถวนี้น่าจะเป็นโรงงาน

 

 

 

ไม่รู้เป็นควันหรือไอน้ำ แต่เยอะมากๆๆๆ =[]=

 

 

 

 

 

สถานที่แรกที่มุกไปคือ วัดโทไดจิ ตั้งอยู่ที่เมืองนารา เมืองหลวงแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อโต (ไดบุทสึ) ที่ทำจากทองสัมมฤทธิ์ มีความสูง 15 เมตร และที่นี่ก็จะมีฝูงกวางอยู่มากกว่าร้อยตัว

 

 

เห็นประตูวัดอยู่ลิบๆแล้ว

 

 

 

เรามาถึงประตูวัดแล้ว~~~~

 

 

อนึ่ง ประตูที่เห็นนี้แม้จะดูเหมือนประตูใหญ่สุด แต่ความจริงแล้วมันเข้าไม่ได้นะจ๊า  = =""  ทางเข้าต้องเดินมาทางซ้ายของประตู  และทางออกก็จะออกมาทางขวาของประตู

 

 

 

พอผ่านประตูด้านนอกเข้ามาก็จะเจอสิ่งนี้!!!!

 

 

 

 

วิธีไหว้พระของญี่ปุ่น >>

 

1. จะต้องล้างมือให้สะอาดก่อน โดยที่จะมีกระบวยสำหรับตักน้ำ ตักน้ำขึ้นมาเทใส่มือซ้ายครั้งนึง ขวาครั้งนึง แล้วก็ตั้งกระบวยขึ้น เพื่อให้น้ำไหลลงมาโดนบริเวณมือที่เราจับกระบวย  พอเสร็จ 3 ขั้นตอนนี้ มือเราก็จะแข็งได้ที่พอดี = =+

 

 

2. แต่ละวัดจะใช้จำนวนธูปไม่เท่ากัน = =

 

 

3. จะมีกล่องขนาดใหญ่สำหรับโยนเงินทำบุญลงไป

 

 

 

4. ก็โยนเงินลงไปซะ (แต่เนื่องจากนี่เป็นที่แรกในการเที่ยว ดังนั้นก็เลยไม่มีใครมีเหรียญเยน มุกเลยโยนแบงค์ 20 ของไทยลงไปแทน เคะๆๆ )

 

 

5. โยนเสร็จก็อธิษฐาน ขอให้รวยๆๆๆๆ

 

 

 

6. เสร็จขั้นตอนการไหว้ เราก็จะเดินเข้าไปด้านในกัน

 (ที่ด้านข้างของประตูทางเข้าจะมีรูปยักษ์ 2 ตัว ยืนเฝ้าปากทางไว้ ตนนึงจะอ้าปากและอีกตนจะหุบปาก  เชื่อว่าเทคนิคอ้าหุบของเรียวมะก็คงมาจากแบบนี้ = =)

 

 

 

...เจอไดบุทสึแล้ว!!!!! =[]=!!!

 

 

 

 

เมื่อหันหน้าเข้าหาไดบุทสึและเดินไปทางซ้ายจะเจอพระพุทธรูปองค์นี้อยู่

 

 

 

 

 

เทพอารักษ์ ในนี้ก็มีอยู่หลายองค์

 

 

 

 

 

ภายในอาคารจะมีเสาอยู่ต้นหนึ่งที่มีรูอยู่  มีความเชื่อกันว่า ถ้าลอดรูนี้ผ่านออกมาได้จะโชคดีไปตลอดทั้งปี

 

 

 

วิธีการลอด >>

 

 

1. ถึงรูจะดูเหมือนเล็ก แต่มีผู้ชายฝรั่งตัวใหญ่ๆลอดผ่านมาได้แล้ว = =+ เพราะงั้นมั่นๆเข้าไว้

 

 

2. ปลดเครื่องกันหนาวที่ใส่มาทั้งหมดออก เหลือแค่เสื้อยืด + กางเกง พอ

 

 

3. สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามทำตัวลีบให้มากที่สุด

 

 

4. เริ่มมุดรู ด้วยการเอามือเข้าไปก่อน (สำคัญมาก) ไม่งั้นจะติดไหล่  ตอนเข้าไปให้เข้าไปแบบท่านอนตะแคง  ถ้ารู้สึกว่าเข้าผิดท่าเมื่อไหร่ ให้รีบเอาหัวกลับออกมาตั้งหลักก่อนแล้วค่อยมุดใหม่

 

 

5. ถ้ามือยาวพอ อาจเอามือแตะอีกฝั่งได้เลย

 

 

6. เอาเท้ายันตัวเข้าไป อย่าลืมแขม่วพุงไว้ด้วย

 

 

7. เมื่อเข้ามาได้ครึ่งทาง ตอนนี้มือจะโผล่พ้นทางออกแล้ว ส่วนขาจะยังคาอยู่ที่ทางเข้า  เราก็ต้องใช้ลำตัวกระดึ๊บๆ เข้าไปแบบตัวหนอน

 

 

8. ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี  หัวคุณก็จะโผล่ออกมาที่ทางออก เอามือยันพื้นไว้ด้วย ไม่งั้นหัวทิ่มนะเออ

 

 

9. ถึงตอนนี้....ก็จะกลายเป็นตามรูปนี้

 

v

 

v

 

 

 

10. ยิ้มให้กล้องที่จะระดมกดชัตเตอร์ถ่ายรูป = =+ เป็นอันเสร็จสิ้น

 

 

 

 

เมื่อออกมาด้านนอกอาคารที่ประดิษฐานไดบุทสึ ทางด้านขวามือจะมีพระพุทธรูปองค์นี้อยู่

 

เชื่อกันว่า เมื่อแตะพระพุทธรูปองค์นี้แล้วอธิษฐานจะทำให้หายเจ็บหายไข้

 

 

 

สำหรับคนที่ต้องการซื้อของที่ระลึก ร้านขายของจะอยู่ในอาคาร 

เครื่องราง มีมากมายหลากหลายชนิด อันละ 500 เยน 

 

 

ภายในบริเวณวัด จะมีกวางอยู่นับร้อยตัว เชื่องมากๆ  (แปลกดีที่กวางบางตัวมีร่องรอยการถูกตัดเขา = =?)

 

 

 

 

เสร็จจากวัดนี้ ก่อนจะเดินทางต่อ ด้วยอากาศที่หนาวจัด เราจะพบว่าอยากเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น และห้องน้ำของที่นี่ก็........

 

 

 

สำหรับคนที่สงสัย เวลานั่งให้หันหน้าไปทางที่มีแนวโค้งขึ้นมานะจ๊า ^o^

 

 

 

 

หลังจากนั้นเราก็ขึ้นรถทัวร์ เดินทางต่อไปที่ วัดคินคะคุจิ หรือ ปราสาททอง ที่เมืองเกียวโต  ซึ่งในปี 1994 ได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น เป็นปราสาท 3 ชั้นสีทองที่ตั้งตระหง่านอยู่ในสระน้ำที่มีการจัดสวนแบบลัทธิเซน

 

 

ในอดีตที่นี่คือบ้านพักตากอากาศของโชกุน "อาชิคางะ  โยชิมิทสึ"

 

จากในรูป เราจะเห็นเงาสะท้อนของปราสาทในสระน้ำ (สระกระจก)

 

 

 

 

ภาพถ่ายจากด้านหลังปราสาท

 

 

เชื่อกันว่า ถ้าโยนเหรียญลงในกะลาสำเร็จ คำอธิษฐานจะเป็นจริง

ปล. มุกโยนไม่ลงอะ OTL

 

 

 

เจดีย์งูขาว 

สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงงูขาว เนื่องจากมีคนฝันว่ามีงูขาวไปนอนอยู่บนเจดีย์

 

 

 

ห้องชงชา

 

หลังคาเรียกว่า หลังคากัตโช่  ทำเลียนแบบรูปอุ้งมือพระพุทธเจ้า ซึ่งจะทำให้รับน้ำหนักของหิมะได้ดี

 

 

 

ตู้เซียมซี

 

หยอดเหรียญ 100 เยนลงไป  แล้วใบคำทำนายก็จะกลิ้งขลุกๆลงมา

 

มีทั้งตู้ที่เป็นคำทำนานภาษาญี่ปุ่น , จีน และ อังกฤษ (มีตู้เดียว)

 

 

 

 

ใบเซียมซี ที่มุกลองหยอดเล่น = =+

เสียอย่างเดียว แปลไม่ออก 55+

 

 

 

เส้นทางเดินจะเป็นทางเดียว เดินไปเรื่อยๆก็จะเจอทางออก  พอออกจากวัดคินคะคุจิแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงกันซะที

 

 

และมื้อนี้ก็คือ........

 

..นาเบะยากิ..

!!!

 

 

 

สุกี้แบบญี่ปุ่น ซึ่งขอบอกว่าน้ำจิ้มไม่ถูกปากคนไทยเอาซะเล้ย = =

 

 

แต่ยังดีที่ไกด์เตรียมความพร้อมด้วยการนำน้ำจิ้มสุกี้จากเมืองไทยมาด้วย มื้อนี้เลยกลายเป็นมื้อที่อร่อยมากๆ

 

เสียดาย ถ่ายไม่ติดกุ้งมังกร = ="

 

 

เท่าที่ถามจากไกด์ ค่าอาหารมื้อนี้ประมาณ 2000 เยนต่อคน

 

 

 

 

พอกินกันเสร็จ ก็เดินทางไปยังสถานที่เที่ยวสุดท้ายของวัน