Blessing of Moon II [Chapter.7]+ประกาศปิดบล็อคชั่วคราว
posted on 12 Jan 2009 14:37 by mukkuk in KHRFanFiction8059
ประกาศปิดบล็อค 1 สัปดาห์!!!
จขบ. ขอหนีไปเที่ยวญี่ปุ่นก่อน
แล้วเจอกันจันทร์หน้าค่า ^o^
Blessing of Moon II [Chapter.7]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
"อิตาลี..?"
เสียงทุ้มทวนคำสถานที่ที่เป้าหมายคนถัดไปอยู่อย่างสงสัย ดวงตาคู่สีดำมองร่างโปร่งบางของหญิงสาวที่อ้างตัวเป็นนายเหนือของเขาแม้ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่มันก็เป็นระยะเวลาที่นานพอดูสำหรับสายฝนที่รักอิสระ
"ใช่แล้วจ้ะ" นายหญิงแห่งเทมเพสต้าพยักหน้าน้อยๆพลางจิบน้ำชาในถ้วย "เป้าหมายที่ฉันต้องการให้เธอสังหารในครั้งนี้หนีไปกบดานอยู่ที่อิตาลีมาพักใหญ่แล้ว หากไม่สั่งสอนให้มันรู้ว่าการขัดขืนต่อเทมเพสต้าจะต้องได้รับโทษสถานใดก็จะเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นเป็นแน่ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ชายคนนี้ก็ได้จ้างองครักษ์มาคอยคุ้มกันมากมาย เพราะฉะนั้นเธอคงจะช่วยฉันได้ใช่ไหมจ๊ะ?"
ประโยคสุดท้ายเอ่ยถามเด็กหนุ่มข้างกายด้วยรอยยิ้มหวาน เป็นเวลากว่าเดือนที่สายฝนแห่งวองโกเล่ตกเป็นสิทธิ์ในการครอบครองของเรจิน่า ทั้งฝีมือที่เก่งกาจเหนือคนอื่นใด ทั้งความสามารถที่เพียงเวลาไม่นานแต่ก็สามารถเอาชนะใจเหล่าลูกน้องในสังกัดนักฆ่าของเธอได้ แล้วยังหน้าตาคมคายที่ชวนให้เพลิงปรารถนาของเธอเตลิดเพริด เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วสำหรับเธอที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ผู้ชายคนนี้เป็นของตน
มือนุ่มกุมมือหยาบกร้านของยามาโมโตะด้วยความอบอุ่นที่เด็กหนุ่มไม่ได้สัมผัสมานาน ดวงตาคู่สีดำหลุบลงมองมือนุ่มด้วยแววตายากจะหยั่ง ก่อนจะดึงมือของตนกลับมาสู่ด้ามดาบในมืออีกข้างแทน
"ในเมื่อเป็นคำสั่ง ผมก็ต้องทำอยู่แล้ว อย่าเป็นห่วงไปเลยครับ คุณเรจิน่า"
อีกครั้งกับรอยยิ้มที่ไม่ส่งขึ้นไปถึงดวงตา และมันก็ทำให้หญิงสาวนึกขัดใจทุกครั้ง เมื่อในดวงตาของสายฝนราวกับจะทอดมองไปไกล หาใครสักคนหนึ่ง ที่เธอไม่เคยเข้าใจว่าเป็นใครเสมอ
"ถ้าไม่ใช่คำสั่ง เธอก็คงจะไม่ทำเพื่อฉันอย่างนั้นสินะ?"
เสียงหวานถามหยั่งเชิง และหากผู้ชายตรงหน้าคือหนึ่งในคนที่ตกเป็นทาสรักของเธอแล้ว คำตอบที่ได้ยินก็คงจะเป็นการปฏิเสธอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับยามาโมโตะ ทาเคชิ อดีตผู้พิทักษ์แห่งวองโกเล่แล้ว สิ่งที่เด็กหนุ่มมีให้กลับเป็นเพียงรอยยิ้มน้อยๆที่ไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน
"....แล้วนอกจากฆ่าผู้ชายคนที่ว่านี่แล้ว คุณยังต้องการให้ผมทำอะไรที่อิตาลีอีก?"
ยามาโมโตะเสถามเปลี่ยนเรื่องอย่างรู้เท่า เมื่อเรจิน่าย่อมไม่ยอมส่งตนไปถึงอิตาลีเพียงเพราะการสังหารผู้ชายคนหนึ่งที่เคยยักยอกเงินของแฟมิลี่ไปเมื่อหลายปีก่อน เพราะนับแต่เขาถูกลงโทษให้มาอยู่ที่นี่ เขาก็กลายเป็นหนึ่งในไพ่ตายใบสำคัญของเทมเพสต้าที่เรจิน่าจำต้องมีไว้ข้างกายเพื่อใช้ต่อรองกับแฟมิลี่อื่นๆ
เพราะสายฝนคือตัวตนของความตาย
เพราะพิรุณคือตัวแทนของคาวโลหิต
เพราะเพียงการยืนอยู่ข้างๆในห้องประชุมเล็กๆ
แต่เพียงแค่ยืนอยู่เท่านั้น ก็มากพอที่จะสร้างแรงกดดันต่อผู้รับฟัง
ยามาโมโตะ ทาเคชิ..เธอคือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นของเทมเพสต้าแฟมิลี่
รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว มือเรียวกรีดเล็บลงบนต้นแขนของเด็กหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่า แพขนตาปรือลงน้อยๆกับประโยคที่เอ่ยขึ้น
"สมแล้วที่เป็นเธอ ทาเคชิ...ฉันไม่ส่งเธอไปที่อิตาลีเพียงเพื่อให้ฆ่าผู้ชายคนนั้นหรอก"
แต่เพราะฉันรู้ว่าเธอแปลกไปต่างหากเล่า...
เบื้องหลังดวงตายั่วยวนคือภาพของยามาโมโตะในวันที่กลับมาจากการถูกเรียกตัวไปวองโกเล่ ในวันนั้นแม้วงหน้าคมคายจะยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นเดิม แต่อะไรบางอย่างอาจเป็นชีวิตหรือจิตใจกลับได้หายสาบสูญไปจากในดวงตาคู่นี้เสียแล้ว
และสิ่งที่หายไปนั้นก็นำมาซึ่งความไม่พอใจอย่างยิ่งยวดให้แก่เรจิน่า
เพราะเธอคือของๆฉัน ทาเคชิ!!!
ข้อมือเรียวยกขึ้นเท้าคาง ในวงการมาเฟียแล้วข่าวสารต่างๆย่อมแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว และแม้จะไม่เคยสนใจมาก่อน แต่เรจิน่าก็ยังเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าผู้พิทักษ์แห่งพิรุณของวองโกเล่มีความชื่นชอบในตัวชายผมเงินเป็นพิเศษ แม้จะเคยคิดว่าข่าวนี้เป็นเพียงเรื่องเหลวไหล แต่หากคิดดูแล้ววันที่ยามาโมโตะมีท่าทางแปลกไปเช่นนั้นก็คือวันที่ชายผมเงินผู้หนึ่งเดินทางมาหาจากอิตาลีไม่ใช่หรือ!?
"หลังจากฆ่าผู้ชายคนนั้นแล้ว ฉันต้องการให้เธอฆ่าคนอีกคนหนึ่งให้ฉัน..." ริมฝีปากสีแดงสดจากลิปสติกแย้มออกเมื่อเอ่ยซึ่งนามของเป้าหมายรายต่อไป "ฆ่าสเปลบี สควอโล่ รองหัวหน้าหน่วยวาเรียเพื่อฉัน ทาเคชิ"
และมันก็คือการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ที่จะไม่ยอมให้ใครมาแย่งผู้ชายที่เธอคิดว่าเป็นของเธอไปจากข้างกาย แม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะเป็นถึงรองหัวหน้าหน่วยของกลุ่มนักฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็ตามที ทว่า....
ความตกใจผ่านเข้ามาในดวงตาคู่สีดำเพียงชั่วแวบ ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับน้อยๆเป็นรอยยิ้มแล้วตามด้วยเสียงหัวเราะก้องด้วยความขบขันอย่างแท้จริง
"ฮะฮะฮะ ขอโทษด้วยคุณเรจิน่า แต่งานนี้ผมปฏิเสธ" ถ้อยคำตอบรับโดยไม่ต้องขบคิด มือหยาบจับดาบเล่มใหม่ที่นำมาใช้แทนชิงุเระคินโทคิขึ้นเมื่อลุกขึ้นยืนทั้งรอยยิ้มขัน "ผมจะออกเดินทางไปอิตาลีวันนี้เลย"
ดวงตาคู่คมมองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังสาวเท้าเดินห่างออกไปด้วยความหงุดหงิดปนกราดเกรี้ยวต่อการที่อีกฝ่ายกล้าปฏิเสธคำสั่งของเธอ และมันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าข้อสันนิษฐานของเธอนั้นใกล้เคียงกับความจริงสักเพียงใด กับความจริงที่ว่า....
ยามาโมโตะ ทาเคชิ มีใจให้แก่ สเปลบี สควอโล่ แห่งวาเรีย!!!
"...เพราะอะไร? ทำไมเธอถึงไม่ฆ่าสควอโล่?"
เสียงหวานเอ่ยถามก่อนที่ร่างสูงจะลับไปจากสายตา ให้แผ่นหลังแกร่งของอดีตผู้พิทักษ์แห่งพิรุณพลันชะงักลง
"เพราะคำสั่งนี้ผิดต่อวองโกเล่งั้นหรือ? หรือเพราะเธอไม่อยากฆ่าเขากันล่ะ?"
อีกครั้งกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนมุมปากได้รูป เสี้ยวหน้าคมคายที่หันกลับมาเต็มไปด้วยความขบขันและหฤหรรษ์อย่างที่เรจิน่าไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อชายหนุ่มตอบกลั้วหัวเราะ
"ที่ผมไม่ฆ่าเขา นั่นเพราะไม่มีใครกล้าฆ่าฉลามคลั่งแห่งวาเรีย แน่นอน!!"
ประโยคทิ้งท้ายที่เต็มไปด้วยถ้อยคำปริศนาสำหรับหญิงสาวเจ้าของแฟมิลี่เทมเพสต้า ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินจากไปท่ามกลางสายตาขึ้งโกรธที่มองตามหลังมา
...เย็นวันต่อมา...อิตาลี...
...ฆ่าสเปลบี สควอโล่ เพื่อฉัน...
ฉัวะ!
คำพูดของเรจิน่ายังคงดังอยู่ในใจในชั่วขณะที่คมดาบกรีดผ่านร่างของเป้าหมาย โลหิตสาดกระจายพร่างพราวเหนือห้องแคบๆที่ชายผู้ทุรยศใช้เป็นที่ซ่อนตัว แต่การซ่อนตัวนั้นก็คงไม่เป็นผลเมื่อลำพังเพียงชายหนุ่มคนเดียวกลับสามารถบุกฝ่าบรรดาองครักษ์ฝีมือดีจำนวนมากเข้ามาและดับชีวิตของเขาลงได้ในที่สุด
ฆ่าสควอโล่งั้นหรือ?
รอยยิ้มอันเฉยชาปรากฏขึ้นเมื่อยามาโมโตะสะบัดดาบให้หยดเลือดที่เปรอะเปื้อนกระเด็นออก มือหยาบใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยเช็ดคาวโลหิตบนใบหน้า ไม่แยแสต่อธารเลือดที่นองมาจนถึงพื้นรองเท้าของตน
"ผู้หญิงโง่..."
เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำกับตนเอง ไม่จำเป็นต้องอาศัยการคาดเดาก็พอจะรู้ได้ว่า เรจิน่า ผู้หญิงที่เชื่อว่าเป็นเจ้านายของเขาคนนั้นคงจะได้ข่าวคราวบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องคนรักของเขามา และสัญชาตญาณความอยากเป็นเจ้าของในทุกสิ่งก็ทำให้เธอโกรธเกรี้ยวและหมายทำลายใครก็ตามที่ได้หัวใจของเขาไป แต่ก็เหมือนจะเป็นโชคดีในโชคร้ายอยู่บ้างที่ข่าวที่เรจิน่าได้ยินมานั้นยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว
"ถ้าจะให้ฆ่าสควอโล่ล่ะก็..ไปฆ่าตัวตายยังน่าจะเร็วกว่านะ"
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขบขัน จริงอยู่ว่าการที่เรจิน่าเข้าใจว่าสควอโล่เป็นคนรักของเขาอาจจะไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่ในอีกแง่หนึ่งแล้วการที่ผู้หญิงคนนั้นหลงเชื่อเช่นนี้ก็ยังดีกว่าให้เธอรู้ว่าคนที่เขารักคือใคร เพราะเรจิน่าย่อมต้องส่งมือสังหารมามากมายเพื่อตามเก็บคนรักของเขา ซึ่งหากเป็นโกคุเทระแล้ว...แม้ผู้พิทักษ์แห่งวายุจะมีอาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่คนที่ห่างการต่อสู้มานานก็คงยากที่จะต่อกรกับนักฆ่าจำนวนมากได้ แต่สควอโล่นั้นผิดกัน..!
เพียงคิดถึงร่างโปร่งผู้มักโวยวายอยู่เสมอ เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็หลุดรอดออกมาจากริมฝีปาก เมื่อฉลามหนุ่มเป็นถึงรองหัวหน้าหน่วยวาเรีย เทพแห่งดาบรุ่นที่ 2 ผู้มีฝีมือเลื่องลือไปไกล อีกทั้งข้างกายของสควอโล่ยังแวดล้อมด้วยเหล่าลูกน้องฝีมือดีมากมายที่พร้อมจะตายแทนนายเหนือได้ และหากว่าเพียงแค่นี้ยังไม่น่าสะพรึงกลัวสำหรับนักฆ่าผู้หมายท้าทายแล้วล่ะก็..ก็ยังมีใครอีกคนหนึ่งที่ไม่มีวันยอมอยู่เฉยให้ใครมาทำร้ายคนรักของตน...ใครคนนั้นที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในอิตาลีกับนามของบอสแห่งวาเรีย แซนซัส!!
ชื่อของคนที่ชวนให้นึกสงสัยนักว่าจะมีนักฆ่าหน้าไหนกล้าลอง เรียกรอยยิ้มกว้างให้ปรากฏบนใบหน้าคมคาย เมื่อยามาโมโตะก้าวเดินออกมาตามทางเดินแคบๆในอพาร์ทเมนต์ชานกรุงโรม เท้าก้าวหลบหลีกซากศพที่นอนกองระเกะระกะตามพื้นโดยไม่แม้แต่จะเหลือบตาสนใจ นั่นเพราะงานในครั้งนี้ได้เสร็จเรียบร้อยลงแล้วนั่นเอง
จะกลับญี่ปุ่นเลยก็ได้ แต่ว่า..ไหนๆก็มาอิตาลีแล้ว นัดเจอกับหมอนั่นสักหน่อยก็คงดี
มือหยาบกดหมายเลขโทรศัพท์ถึงใครคนหนึ่งที่เขาหวังจะคุยด้วย ใครคนนั้นที่ในยามที่เขาไร้สิ้นแล้วซึ่งใครที่จะสามารถพูดเปิดอกได้ แต่หากว่าเป็นคนๆนี้แล้วล่ะก็..ความลับย่อมจะเป็นความลับ และหากเป็นคนๆนี้แล้วอาจจะช่วยตอบคำถามที่ค้างคาในใจเขาได้ก็เป็นได้
"ถ้าเป็นนายแล้ว..คงจะบอกฉันได้ใช่ไหมว่าฉันควรทำอย่างไรต่อไป.."
ฉันควรทำยังไงกับนายดี โกคุเทระ...
ข้ามมหาสมุทรมายังอีกฟากหนึ่งของมุมโลก ณ ประเทศเกาะเล็กๆที่ได้รับการขนานนามว่า ญี่ปุ่น...ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มผมเงินผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างชั้น 2 ของตึกวายุ หนึ่งในตึกบนที่ดินของวองโกเล่
ดวงตาสีมรกตทอดมองพระจันทร์เสี้ยวที่ส่องแสงสีเงินเรืองรองอยู่บนฟ้า ประกายแสงที่เจิดจ้าทำให้จันทราดูอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือถึง กระนั้นแล้วมันก็เป็นได้เพียงความคิดฝันเพราะไม่มีใครจะสามารถไขว่คว้าซึ่งดวงจันทร์ได้
"คิดอะไรอยู่ ฮายาโตะ?"
อ้อมแขนแกร่งสวมกอดร่างโปร่งจากด้านหลัง สัมผัสจากไรหนวดบางๆบริเวณต้นคอชวนให้จั๊กจี้และวาบหวามน้อยๆสำหรับผู้ถูกโอบกอด
"ไม่มีอะไรหรอกน่า"
เสียงทุ้มตอบแผ่ว รับรู้ได้ถึงอาการประหลาดใจของคนที่อยู่ด้านหลังเมื่อพลันอุ้มตนขึ้นมานั่งซ้อนบนตักเสียแทน
"เป็นอะไรไป? รู้สึกไม่สบายงั้นเรอะ?"
"เปล่า ก็แค่..คิดอะไรนิดหน่อย"
เรือนผมสีเงินเอนลงซบแผ่นอกของร่างสูง ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านผิวกายชวนให้จิตใจผ่อนคลายลงได้บ้าง ซึ่งหากเป็นเมื่อหลายปีก่อนแล้วคงจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจต่ออ้อมกอดของชายที่เขารักเสมอพี่ชาย แต่หากเป็นในยามนี้..ยามที่ฟื้นตื่นขึ้นมาก็ได้มีเขาคนนี้อยู่เคียงข้างมาตลอดแล้ว การตอบรับความรู้สึกนั้นก็หาใช่เรื่องยากแต่อย่างใด
แต่ว่านะ.....
"..ฝนไม่ตกเลยนะ.."
คำถามที่เอ่ยอย่างไม่มีที่มาที่ไป เรียกให้ชามาลเลิกคิ้วอย่างสงสัย
"ไม่ตกก็ถูกแล้วนี่ นี่มันไม่ใช่ฤดูฝนสักหน่อย"
"งั้นเหรอ..จริงด้วยสินะ ไม่ตกก็ดีแล้วล่ะ"
มือนุ่มกำหลวมๆวางบนไหล่ของร่างสูง ในความมืดและความเงียบ ความรู้สึกผิดที่มีต่อชามาลยิ่งพลุ่งพล่านจนเกินห้ามใจไหว รู้อยู่ว่าการยอมปล่อยให้อีกฝ่ายมาชิดใกล้ย่อมเป็นการสร้างความหวังให้ทั้งที่ตนยังไม่อาจแน่ใจว่าจะสามารถตอบรับความรู้สึกของชามาลได้มากไปกว่านี้หรือไม่ แต่ทั้งที่รู้เช่นนั้น..เขาก็ยังคงยอมให้ชามาลอยู่เคียงข้างอยู่ดี
...เพราะว่าเหงาเหลือเกิน...
ทั้งที่ได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง
ทั้งที่แวดล้อมไปด้วยคนรู้จักที่ต่างยินดีในการตื่นของเขา
แต่ทำไมถึงได้รู้สึกเหงาถึงเพียงนี้
...ทำไมกันนะ...
แสงจันทร์ในวันนี้ยังคงส่องสว่างละลานตา แต่ทั้งที่เคยชอบชมจันทร์อยู่เสมอ แต่ในค่ำคืนนี้แสงสีเงินนั้นกลับดูบาดตายิ่งนัก เพราะมันราวกับจะสะท้อนให้เห็นถึงความลังเลใจ...ชามาลไม่ได้รู้เลยว่าภายในดวงตาที่ปิดลงของร่างในอ้อมแขนกำลังสะท้อนถึงภาพของชายผู้มีเรือนผมสีดำสนิท ชายผู้ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มองมาด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ก็แสนเศร้าเสมอ และทั้งที่ได้พบหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง ได้พูดคุยกันไม่กี่ครา แต่กลับรู้สึกราวกับว่าเคยรู้จักชายคนนี้มานานปีกระนั้น...
"ทำไมวันนี้ว่าง่ายผิดปกติล่ะ? ไปช่วยไอ้หนูซาวาดะทำงานจนเหนื่อยรึไง?"
ชามาลเอ่ยถามด้วยเสียงที่ไม่สื่อถึงความสงสัยใดๆออกไป แม้จะรู้ว่าโกคุเทระมีบางสิ่งที่ผิดแผกไปจากเดิม แต่เรื่องบางเรื่องการทำเป็นปิดตาไม่รับรู้มันเสียก็อาจจะดีกว่า
"เหอะ! การช่วยงานเอกสารของรุ่นที่สิบไม่มีทางทำให้ฉันเหนื่อยหรอกว่ะ แกก็คิดมากไปได้"
โกคุเทระตอบเสียงแข็ง กระนั้นในใจกลับอดมิได้ที่จะคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายในห้องทำงานของนายเหนือที่เขาเคารพ
.
.
"พักดื่มชาสักหน่อยเถอะครับ รุ่นที่สิบ"
"ขอบใจนะ โกคุเทระคุง"
เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเงยหน้าขึ้นขอบใจทั้งรอยยิ้ม มือนุ่มยกถ้วยชาจากในถาดที่ร่างโปร่งยกมาเสิร์ฟให้ขึ้นจิบท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างหนักใจของคนสนิท
"งานเยอะน่าดูเลยนะครับ แบ่งมาให้ผมช่วยทำเพิ่มดีกว่ามั้ยครับ?"
"ไม่เป็นไรหรอก นี่ได้โกคุเทระคุงช่วยแบ่งงานไปทำตั้งเยอะแล้ว ที่เหลือฉันพอทำเองได้"
สึนะว่าเสียงอ่อนโยน บนริมฝีปากยังคงซึมซาบถึงรสชาติของชาญี่ปุ่นที่ผ่านการชงโดยฝีมือของมือขวาคนสนิท ผู้นับแต่ฟื้นขึ้นมาหลังจากหลับไปกว่า 2 ปี ร่างโปร่งบางที่เคยซูบเซียวก็เริ่มกลับมาแข็งแรงดังเดิม ทั้งริมฝีปากสีเรื่อที่บอกถึงสุขภาพดี ทั้งการเคลื่อนไหวที่ไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดเหลือให้เห็น ทั้งดวงตาสีมรกตที่ฉายชัดด้วยประกายแห่งชีวิตชีวา และมันก็คือดวงตาในแบบที่โกคุเทระคุงคนก่อนไม่เคยมี
"กับดอกเตอร์ชามาลเป็นไปด้วยดีสินะ?"
ประโยคที่เอ่ยถามทั้งรอยยิ้มเรียกรอยสีเรื่อให้ปรากฏบนวงหน้าขาว มือที่กำลังช่วยจัดเรียงเอกสารบนโต๊ะถึงกับปั่นป่วนจากเพียงคำถามง่ายๆของผู้เป็นนาย
"ครับ!? คะ..คือว่า..."
เสียงทุ้มตะกุกตะกักไม่อาจเอ่ยบอกความนัย แต่เพียงความเขินอายและรอยแดงเรื่อบนใบหน้าก็เพียงพอที่จะเป็นคำตอบสำหรับวองโกเล่รุ่นที่สิบผู้ทำได้เพียงยิ้มให้อย่างเต็มฝืนพลางลอบทอดถอนใจภายหลังก็ตามที
ถ้านายไม่รีบทำอะไรสักอย่าง โกคุเทระคุงจะเป็นของดอกเตอร์ชามาลไปจริงๆนะ ยามาโมโตะ
ถ้อยคำนึงถึงเพื่อนสนิทอย่างหนักใจ แม้การเผชิญหน้ากันครั้งก่อนจะทำให้รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างชามาลและโกคุเทระจะคืบหน้าไปเร็วกว่าที่คิดมากนัก และยิ่งรู้ว่ายามาโมโตะในตอนนี้อาจหวังเพียงแค่ให้วายุมีความสุข แต่หากความสุขนั้นจะแลกมาด้วยความทุกข์ของพิรุณแล้ว ความสุขนั้นจะมีประโยชน์ไปได้อย่างไรเล่า?
"เอ้อ..รุ่นที่สิบครับ.."
โกคุเทระเอ่ยถามแทรกความคิดของอีกฝ่าย ให้สึนะเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย
"มีอะไรหรือ โกคุเทระคุง?"
"คือว่า.."
เสียงทุ้มชะงักไปเล็กน้อยราวไม่แน่ใจว่าสมควรพูดออกมาหรือไม่ กระนั้นบางสิ่งบางอย่างที่ค้างคาใจของตนมาตลอดนับแต่วันสุดท้ายที่พบเจอกับชายคนนั้นก็ทำให้โกคุเทระอดมิได้ที่จะเอ่ยถามออกไป
"..ผมสงสัยเกี่ยวกับเรื่องผู้พิทักษ์แห่งพิรุณน่ะครับ"
"หมายถึงยามาโมโตะน่ะรึ?"
"ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงไอ้ฉลามงี่เง่าคนนั้นต่างหาก!!" เด็กหนุ่มรีบแย้งทันควัน ก่อนเสียงจะแผ่วลงในภายหลัง "...แต่มันก็เกี่ยวกับไอ้บ้าเบสบอลอยู่เหมือนกัน..."
ความลังเลที่ปรากฏอยู่ในคำพูดของอีกฝ่ายนำมาซึ่งความสงสัยแก่สึนะมากขึ้น ก่อนที่ดวงตาสีมรกตจะช้อนขึ้นมองนายเหนือด้วยคำถามที่แม้แต่ตนยังไม่อาจเข้าใจดีนัก
"...มันดีแล้วจริงๆหรือครับที่มอบตำแหน่งผู้พิทักษ์แห่งพิรุณให้กับฉลามคลั่งแห่งวาเรีย หากหมอนั่นคิดทรยศขึ้นมาจะทำให้วองโกเล่วุ่นวายนะครับ แล้วยังเรื่องที่ไอ้บ้าเบสบอลยอมยกแหวนให้กับหมอนั่นง่ายๆอีก..."
เพียงคิดถึงรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของยามาโมโตะยามที่สวมแหวนลงบนนิ้วของสควอโล่ ความหงุดหงิดอันไม่ทราบสาเหตุก็ก่อตัวขึ้นในใจ ทั้งๆที่ไม่มีเหตุผลให้หงุดหงิด ทั้งที่ไม่มีเหตุผลให้ควรสนใจ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด..นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เขากลับไม่สามารถสลัดภาพของรอยยิ้มที่สายฝนมีให้แก่พิรุณสีเลือดแห่งวาเรียได้
"..สองคนนั่นมีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่ ไอ้บ้าเบสบอลถึงได้ยอมมอบแหวนให้ง่ายๆ แถมยังกล้าฝากฝังรุ่นที่สิบไว้กับคนของวาเรียที่เคยทรยศต่อวองโกเล่มาแล้วอีก ผมก็เลย...อดระแวงไม่ได้"
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า" สึนะตอบกลั้วหัวเราะ มือนุ่มยกขึ้นโบกไปมาราวไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ "คิดว่าโกคุเทระคุงคงจำเหตุการณ์ในศึกชิงแหวนแห่งพิรุณไม่ได้สินะ แต่ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นน่ะทำให้สองคนนั้นสนิทสนมกันมากพอดู สำหรับยามาโมโตะแล้ว สควอโล่ก็เป็นคนสำคัญในความหมายหนึ่ง การที่จะไว้ใจฝากแหวนให้กับเขาก็เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนกรณีที่ว่าวาเรียอาจจะทรยศนั้น ก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะว่าแซนซัสค้นพบสถานที่ที่ตนมีความสุขที่สุดแล้วอย่างไรล่ะ"
นั่นคือคำตอบที่สำหรับโกคุเทระคนก่อนย่อมเข้าใจได้เป็นอย่างดีถึงความนัยที่แอบแฝงอยู่ในคำพูดนั้น แต่เมื่อเป็นโกคุเทระคนปัจจุบันที่ได้ลืมเลือนสิ้นทุกความทรงจำที่มีสายฝนเกี่ยวข้อง ดังนั้นเองสิ่งที่สึนะพูดออกมาจึงทำให้ชายหนุ่มเข้าใจได้เพียงครึ่งเดียว ขณะที่อีกครึ่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยที่นับวันจะยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ...
.
.
"..อะ..อืมม์..."
ริมฝีปากนุ่มเผยอออกรับการครอบครองของริมฝีปากที่ทาบทับลงมา ดวงตาสีมรกตปรือราวครึ่งหลับครึ่งตื่นช้อนขึ้นมองชายผู้มอบจุมพิตแสนหวานให้ อ้อมแขนที่โอบกอดไม่ได้บังคับ ไม่ได้ทำให้รู้สึกขยะแขยง แต่มันก็ไม่อาจทำให้ใจที่รุ่มร้อนด้วยความสงสัยนี้สงบลงได้เช่นกัน
ทว่าการแข็งขืนเพียงน้อยนิดของร่างโปร่งย่อมไม่อาจรอดพ้นการสังเกตจากชายผู้เจนประสบการณ์ไปได้ ร่างสูงยอมละริมฝีปากออก ซ่อนความหม่นเศร้าเอาไว้เพียงในใจ ด้วยรู้ว่าไม่ควรเร่งรัดให้โกคุเทระต้องก้าวเดินเข้าสู่ความสัมพันธ์กับตนมากไปกว่านี้ทั้งที่ยังไม่เต็มใจ
เพราะฉันรู้ว่าส่วนลึกของหัวใจแกยังคงเรียกหาแต่ยามาโมโตะ
เพราะฉันรู้ว่าท้ายสุดแล้วแกก็เห็นฉันเป็นได้แค่พี่ชายและอาจารย์
เพราะฉันรู้ว่าแกก็แค่เหงา และยอมทำตามใจของฉันเท่านั้นเอง
เพราะฉันรู้ว่าหมอนั่นรักแกไม่น้อยไปกว่าที่ฉันรัก
แต่มันก็คือความเห็นแก่ตัวของฉัน ที่อยากให้แกเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น ฮายาโตะ
"วันนี้แกคงเหนื่อยแล้ว เลิกนั่งชมจันทร์แล้วไปพักผ่อนซะดีกว่า"
อ้อมแขนแกร่งยอมคลายออกจากร่างโปร่งเพียงชั่วครู่ ก่อนจะช้อนร่างนั้นขึ้นอุ้มมาวางลงบนเตียงกว้างที่ชวนให้คิดถึงความสัมพันธ์ที่ควรจะคืบหน้ามากไปกว่านี้ แต่เพราะฝ่ายหนึ่งไม่อาจหักหาญน้ำใจ และเพราะอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่อาจเข้าใจตนเอง ความสัมพันธ์ทางกายที่ทั้งคู่มีต่อกันจึงยังคงเป็นเพียงแค่รสจูบหวานล้ำและอ้อมกอดอบอุ่นที่ช่วยให้คลายเหงา..เท่านั้นเอง
"ฝันดี ฮายาโตะ"
ริมฝีปากจุมพิตลงเหนือหน้าผากลาดมน ทิ้งรอยสัมผัสอบอุ่นไว้ก่อนที่กายหนาจะลับออกจากประตูไป แต่ทั้งที่ความง่วงงุนกำลังย่างกรายเข้ามา แต่ดวงตาสีมรกตก็ยังคงอดมิได้ที่จะเหม่อมองออกไปไกลสู่จันทราที่ยังคงฉายแสงสีเงินอยู่เบื้องนอก..จันทราที่ทำให้เขานึกถึงใครคนนั้น
"สำหรับยามาโมโตะแล้ว สควอโล่ก็เป็นคนสำคัญในความหมายหนึ่ง"
คำพูดของรุ่นที่สิบดังแว่วอยู่ในใจและมันก็นำมาซึ่งความสงสัยทั้งต่อตนเองและต่อชายคนนั้นที่ทำให้เขาสับสนได้เสมอ
ทำไมแกถึงได้ดูสนิทสนมกับคนของวาเรียขนาดนั้น?
แล้วทำไมฉันจึงอดไม่ได้ที่จะต้องคิดถึงเรื่องของแก
ทำไมกันนะ...
ดวงตาคู่งามพริ้มหลับลงท่ามกลางความสงสัย ในหูคล้ายจะแว่วเสียงเปียโนเป็นเพลงอธิษฐานต่อดวงจันทร์อันเคยคุ้น และทั้งที่เปลือกตาบางขยับอย่างต้องการที่จะลืมตาขึ้น ค้นหาว่าใครกันที่เป็นเจ้าของเสียงเพลงบทนี้ แต่มันก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อความง่วงงุนกำลังฉุดดึงให้ชายหนุ่มจมลึกลงสู่นิทราอย่างรวดเร็ว
โกคุเทระคงไม่ได้รับรู้เลยว่าในนาทีที่สติดับสูญลง ร่างโปร่งบางของหญิงสาวที่เป็นเพียงเงาเลือนรางผู้นั่งอยู่หน้าเปียโนก็ขยับลุกขึ้นยืน ชุดสีขาวที่สวมใส่พลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน แสงจันทร์สาดส่องทะลุร่างของหญิงสาวคนนั้นไปเมื่อเธอก้มลงมาจุมพิตบนแก้มของเด็กหนุ่มที่รักเหนืออื่นใด
"ฝันดีจ้ะ ฮายาโตะ"
- - - - - - - - - - - - - - -
ท้องฟ้าเหนือประเทศอิตาลีในวันนี้ขมุกขมัวด้วยเมฆหมอกที่ครึ้มอยู่ในอากาศ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงของฤดูหนาวทำให้มีคนไม่มากนักที่ออกมาเดินอยู่ในเมือง...
ร่างสูงของชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งก้าวเดินมาบนฟุตบาท ไหล่ทั้งสองมีหิมะเกาะอยู่เล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อร้านกาแฟร้านหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ แล้วจึงผลักประตูเข้าไปภายใน
กริ๊ง กริ๊ง..
เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณบอกคนเข้ามา เมื่อชายหนุ่มกวาดตามองคนที่นั่งอยู่ในร้านเพียงบางตา แลเห็นภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบหรู โต๊ะทำจากไม้สีดำสนิท ด้านหนึ่งของร้านเป็นกระจกใสที่สามารถมองออกไปเห็นทัศนียภาพภายนอก ขณะที่ด้านในมีเทียนไขวางเรียงรายสำหรับใช้จุดเพิ่มความโรแมนติคในยามค่ำคืน แต่ในตอนนี้แสงสว่างที่มีเกิดขึ้นจากหลอดไฟสีส้มอ่อนๆที่ไม่จ้าเกินไปนักแต่ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายได้
เป็นร้านที่มีรสนิยมดีจริงๆ มิน่าล่ะหมอนั่นถึงได้นัดมาเจอที่นี่
คิดพลางพนักงานร้านก็รีบก้าวออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มหวานตามแบบฉบับสาวอิตาลี
"สวัสดีค่ะ กี่ท่านคะ?"
"2 ครับ จองโต๊ะเอาไว้แล้ว"
"เชิญทางนี้ค่ะ"
พนักงานสาวรับใบจองจากหนุ่มชาวญี่ปุ่นมาดูก่อนจะเดินนำทางไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ในมุมเงียบสงบของร้าน กระถางต้นไม้ใบใหญ่ช่วยบดบังให้โต๊ะเล็กตัวนี้ดูเป็นเอกเทศแยกออกมาจากโต๊ะตัวอื่น และในขณะเดียวกันแสงไฟสลัวๆบนเพดานก็ยิ่งทำให้คนยากจะมองเห็นคนที่นั่งอยู่ได้ง่ายเช่นกัน
"ขอ เอสเปรสโซ่ 1 แก้ว แล้วก็..."
มือหยาบพลิกดูเมนูครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจสั่งอาหารจานโปรดให้กับคนที่ตนมารอ
"..Tuna Capuccio ที่นึง"
"รับทราบค่ะ รอสักครู่นะคะ"
พนักงานสาวรับออเดออร์ก่อนจะเดินจากไป ให้ยามาโมโตะนั่งเอนหลังลงกับพนักเก้าอี้หนานุ่ม ฟังเสียงสนทนาแผ่วเบาจากโต๊ะอื่น เสียงช้อนส้อมกระทบกับจาน และกลิ่นหอมของกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆอย่างเหม่อลอย รอคนที่ตนนัดหมายในวันนี้
ไม่นานนักเสียงระฆังที่แขวนไว้หน้าประตูก็ดังกรุ๋งกริ๋งอีกครา แว่วเสียงพนักงานของร้านทักทายกับผู้มาใหม่เพียงชั่วครู่แล้วเงาของใครคนหนึ่งก็ทาบทับลงมาเหนือโต๊ะ ให้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนที่ริมฝีปากที่เผยอออกหมายทักทายจะเปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างแทน!
ที่เบื้องหน้าของอดีตผู้พิทักษ์แห่งพิรุณคือร่างที่ชวนน่าสงสัย กายที่ควรโปร่งบางถูกปิดบังไว้ภายใต้เสื้อโค้ทตัวหนาและผ้าพันคอที่พันทับกันหลายชั้น วงหน้าขาวนวลมีแว่นกันแดดขนาดใหญ่บดบังไปกว่าครึ่งใบหน้า เรือนผมสีเงินถูกซ่อนไว้ภายใต้หมวกสีดำสนิท และมันก็คืออีกภาพลักษณ์หนึ่งของฉลามคลั่งแห่งวาเรียที่ยามาโมโตะไม่เคยเห็นมาก่อน
"สควอโล่!?"
"เออ! จะเรียกหาเตี่ยรึไงวะ!!"
เสียงทุ้มตะคอกกลับด้วยวอลลุ่มที่เบากว่าปกติ ร่างโปร่งนั่งลงยังด้านตรงข้ามก่อนจะกวาดสายตามองรอบๆร้านอย่างรวดเร็ว แล้วจึงถอนใจเบาๆเมื่อหันกลับมาอีกครา
"มีธุระอะไรวะ ไอ้หนูดาบญี่ปุ่น?"
ดวงตาสีฟ้าทอดมองวงหน้าของชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าผ่านแว่นกันแดด ชายหนุ่มที่แม้จะอายุเพียงยี่สิบกว่าปี แต่ในดวงตาสีดำคู่นั้นมันกลับช่างเต็มไปด้วยร่องรอยต่างๆนานาราวชายที่ผ่านโลกมามากเสียจนหมดสิ้นซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
"ฮะฮะฮะ ก็แค่อยากคุยอะไรนิดหน่อยน่ะ" ยามาโมโตะว่ากลั้วหัวเราะ "พอดีฉันต้องแวะมาทำงานที่อิตาลีพอดีก็เลยอยากเจอนายสักหน่อย อีกอย่างฉันก็มีเรื่องสำคัญจะมาเตือนนายด้วย"
"เตือนฉัน? เตือนอะไรของแกวะ?"
"ตอนนี้มีคนปองร้ายนายอยู่ สควอโล่.."
คำพูดที่เหนือความคาดหมายเรียกรอยยิ้มให้แต่งแต้มบนวงหน้าขาว และหากว่าเป็นยามปกติแล้วฉลามหนุ่มก็คงระเบิดเสียงหัวเราะก้องกับสิ่งที่ได้ยินนั้น เพราะมันคือสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
"ล้อเล่นรึเปล่าวะ? ฉันไม่ได้สนุกแบบนี้มาหลายปีแล้วนะว้อย!!"
มือกลขยับน้อยๆราวคลายอาการเมื่อยล้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อนี่คือครั้งแรกที่มีคนหาญกล้ามาปองร้ายเขาคนนี้
"คิดอยู่แล้วว่านายต้องสนุก" เด็กหนุ่มว่าเสียงขัน "..แต่ถ้านายรู้สาเหตุแล้วล่ะก็นายอาจจะไม่สนุกก็ได้นะ"
"สาเหตุอะไรของแก?"
"ก่อนอื่นเลยคนที่คิดจะฆ่านายคือ เรจิน่า บอสแห่งเทมเพสต้าแฟมิลี่ คิดว่านายคงจะเคยได้ยินชื่อมาบ้างใช่มั้ย?"
ร่างโปร่งผงกศีรษะน้อยๆ
"แน่นอน! ผู้หญิงคนนี้มีข่าวลือไปทั่วว่าบ้าผู้ชายขนาดหนัก ผู้ชายคนไหนลงได้อยู่กับยัยนั่นสักคืนสองคืนก็จะหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น แล้วผู้หญิงคนนี้มีสาเหตุอะไรถึงได้คิดจะฆ่าฉันล่ะวะ?"
ฉลามหนุ่มถามอย่างไม่ใส่ใจนัก มือตัก Tuna Capuccio เข้าปากตามด้วยกาแฟอึกหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายตอบคำ
"สาเหตุที่เธอคิดจะฆ่านายเพราะเธอเชื่อว่านายเป็นคนรักของฉัน..."
"อุ๊บ! แค่ก แค่ก..วะ..ว่าไงนะ..!!"
ร่างโปร่งถึงกับสำลักกระอักกระไอ กาแฟสีดำหกเปื้อนเสื้อโค้ทตัวหนาเป็นด่างดวงแต่เหมือนสควอโล่จะไม่สนใจต่อความเสียหายที่เกิดกับเสื้อโค้ทราคาแพงของตน เมื่อมือกลแทบขยุ้มคอเสื้อของผู้อ่อนวัยกว่าขึ้นมากับคำยืนยันทั้งรอยยิ้มนั้น
"เธอเชื่อว่านายเป็นคนรักของฉัน"
"จะบ้ารึไงวะ! ยัยนั่นมีสมองเอาไว้ทำซากอะไรถึงได้คิดทุเรศๆแบบนี้ออกมา! แล้วคนที่แกรักน่ะมันไอ้หนูไดนาไมท์..."
เสียงโวยวายพลันขาดหายเมื่อนิ้วหยาบแตะลงบนริมฝีปากนุ่มที่กำลังพ่นคำผรุสวาท หยุดยั้งคำพูดนั้นด้วยสายตาและนิ้วของตน
"ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิ ฉันถึงคิดว่าเป็นการดีกว่าที่ผู้หญิงคนนั้นจะเข้าใจผิดว่าเป็นนาย" ในคำพูดไร้ซึ่งแววขบขัน หลงเหลือเพียงความเคร่งเครียดจริงจังที่นานครั้งสายฝนจะแสดงให้เห็น "..ถึงอย่างไรหมอนั่นก็เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บได้ไม่นานนัก คงยากที่จะรับมือกับนักฆ่าจำนวนมากได้ แต่กับนายนั้นผิดกัน..ถ้าเป็นนายแล้ว ต่อให้เรจิน่าทุ่มเทกำลังคนจนหมดแฟมิลี่ก็คงไม่มีทางฝ่าด่านวาเรียหรือฝ่าด่านแซนซัสเข้าไปถึงตัวนายได้ หรือนายจะปฏิเสธว่าไม่ใช่กันล่ะ สควอโล่?"
คำย้อนถามที่เอ่ยออกมาเรียกรอยสีเรื่อให้ปรากฏบนวงหน้าหวาน แม้ใจจะนึกอยากตวาดถามว่าแล้วเหตุใดเขาจึงพลอยต้องถูกลากเข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้ด้วย แต่แล้วฉลามหนุ่มก็พลันสังเกตเห็นซึ่งร่องรอยของความอ่อนล้าที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าคมคาย ทั้งดวงตาที่หม่นเศร้าเสียจนยากจะเชื่อว่านี่คือชายที่เคยประดาบกับเขาเมื่อหลายปีก่อน..ชายที่ถูกกาลเวลาและความรู้สึกเคี่ยวกรำจนแทบสูญสิ้นทุกสิ่งไป
"เฮอะ! แกนี่มันไม่ได้เรื่องเอาซะเลยจริงๆ" ฉลามหนุ่มสบถด่า กระนั้นความเกรี้ยวกราดที่ปรากฏอยู่ในดวงตากลับอ่อนลงมาก เมื่อเอ่ยถาม "บอกมาซิว่าแกกลุ้มใจอะไรอยู่กันแน่?"
และนี่ก็คือพิรุณสีเลือดที่เปรอะเปื้อนด้วยคาวโลหิตแต่กลับสามารถมองทะลุถึงความในใจของพิรุณภายใต้นภาสีฟ้าใส มองออกว่าสำหรับชายผู้นี้แล้วคงไม่อาจระบายความรู้สึกหรือความกังวลให้คนใกล้ตัวรับรู้ได้ เนื่องเพราะคนใกล้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่มีความห่วงใย กระนั้นก็หาเข้าใจในตัวของชายผู้ถลำลึกสู่ความมืดได้
อีกทั้งการนัดพบในวันนี้ แม้จะเอ่ยอ้างว่าเพื่อมาเตือนให้รู้ถึงการปองร้ายแต่เพียงแค่นั้นก็ใช้แค่โทรศัพท์ก็น่าจะเพียงพอ แต่การที่ไอ้หนูดาบญี่ปุ่นเลือกที่จะนัดพบเขาข้างนอกเช่นนี้ ก็ย่อมหมายความว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อยากปรึกษาอย่างคนที่ไม่อาจหันหน้าไปพึ่งใครได้แล้วนั่นเอง
"สมเป็นนายจริงๆ สควอโล่"
เสียงทุ้มเอ่ยราวขบขันตรงข้ามกับความในใจที่อ่อนล้า ดวงตาคู่สีดำจับนิ่งที่ถ้วยกาแฟตรงหน้าเมื่อสิ่งที่อยากระบายค่อยๆพรั่งพรูออกมา
"ฉันก็แค่สงสัยน่ะ..สงสัยว่าฉันควรจะทำยังไงต่อไป...ก่อนที่โกคุเทระจะฟื้น ฉันเคยเชื่อว่าจะยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้หมอนั่นฟื้นอีกครั้ง และเมื่อหมอนั่นฟื้น ฉันก็สาบานกับตนเองว่าจะไม่มีวันทำร้ายเขาอีก แต่ตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจในตัวเองอีกต่อไปแล้ว.."
ประโยคที่เจือด้วยความขมขื่น มือหยาบยกขึ้นกดบนขมับเบาๆกับภาพความทรงจำที่พัดผ่านเข้ามาให้ชวนเจ็บปวดและโกรธแค้นทุกคราไป
"โกคุเทระลืมฉันไปแล้ว ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับฉันหลงเหลืออยู่ในตัวหมอนั่น และตอนนี้ดอกเตอร์ชามาลก็กำลังจะได้หัวใจของโกคุเทระไป ที่จริงมันก็อาจจะดี..เพราะหมอนั่นดูมีความสุขมาก แต่ว่าฉัน..ฉัน..."
คำพูดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมา อาจเพราะตนเองก็ยังไม่อาจแน่ใจว่าควรทำเช่นไร ทั้งที่ใจปรารถนาให้วายุมีความสุข แต่ทำไมมือคู่นี้กลับคงอยากที่จะเหนี่ยวรั้งไว้ แย่งชิงสายลมให้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดดังที่ควรจะเป็น
"แกนี่มันงี่เง่าชะมัด!!"
มือกลทุบลงกับโต๊ะดังโครมใหญ่ ร่างโปร่งบางลุกขึ้นยืนพลางขยุ้มคอเสื้อของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ให้ดวงตาสองคู่อยู่ใกล้กันจนแทบสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกัน
"ถ้าจะมานั่งนึกเสียใจทีหลังอยู่แบบนี้ ทำไมแกไม่ลองพูดกับไอ้หนูไดนาไมท์ตรงๆล่ะวะ! บอกมันไปเลยว่าแกกับมันเคยมีความสัมพันธ์อะไรกันมา แล้วก็รอดูว่ามันจะว่ายังไง หรือถ้ามันไม่ยกโทษให้แก..แกก็ทำให้มันยกโทษให้สิวะ ไอ้เด็กเวรนี่..เรื่องแค่นี้ยังต้องให้มาสอนอีกรึไงวะ"
ฉลามหนุ่มตวาดเสียงเกรี้ยว ดวงตาคู่สีฟ้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดกับการกระทำของสายฝนผู้ซึ่งยอมละมือจากสิ่งที่ตนรักไป ทั้งที่มันควรจะไขว่คว้าแย่งชิงกลับคืนมาไม่ใช่หรือ?
"แกจะไปบอกยัยเรจิน่าเลยก็ได้ว่าฉันกับแกเป็นอดีตคนรักกัน ยัยนั่นจะได้เบนเป้าหมายมาที่ฉัน แล้วระหว่างนั้นแกก็ใช่เวลาอันมีค่านี่ไปคุยกับไอ้หนูไดนาไมท์ซะ ฉันยอมช่วยขนาดนี้แล้วถ้าพวกแกยัง..."
!!!!!
เสียงทุ้มพลันขาดหายไปชั่วขณะ ถุงมือสีขาวละออกจากคอเสื้อของยามาโมโตะเมื่อแรงกดดันบางอย่างแผ่เข้าปกคลุมร้านให้ตกอยู่ในความเงียบงัน อดีตผู้พิทักษ์แห่งพิรุณกวาดสายตาไปรอบด้านอย่างล่วงรู้ถึงความผิดปกติเช่นกัน มือหยาบลดลงแตะที่ด้ามดาบ ทว่าฉลามหนุ่มผู้ควรจะไหวตัวเช่นกันกลับทำเพียงยืนนิ่งขึงราวตกตะลึงต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไปแล้ว เมื่อในตอนนั้นเอง....
เพล้ง!
หลอดไฟหลอดแรกแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องอย่างขวัญเสียของคนในร้าน แล้วตามด้วยหลอดไฟดวงอื่นๆที่พลันระเบิดแตกออก ให้เสียงราวแก้วแตกดังไปทั่วจนเมื่อหลอดไฟดวงสุดท้ายระเบิดออก ทั่วทั้งร้านก็ตกอยู่ในความมืดเฉกเช่นเดียวกับที่ท้องฟ้าภายนอกเป็นใจ เมื่อเมฆหมอกเคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงอาทิตย์จนนภากลับกลายเป็นสีของยามค่ำคืน
"ระวังตัวไว้นะ สควอโล่"
ยามาโมโตะกระซิบบอกร่างโปร่งตรงหน้าแผ่วเบา แต่เสมือนสควอโล่จะไม่ได้ยินกระนั้นเมื่อริมฝีปากนุ่มระริกไหว มือกลยกขึ้นแตะลงบนโต๊ะอันเป็นจังหวะเดียวกับที่เปลวไฟพลันวูบไหวบนเทียนเล่มแรก...
แสงสว่างดวงน้อยปรากฏขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ตกอยู่ในความตึงเครียด ทุกคนในร้านต่างรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา แล้วเทียนเล่มอื่นๆก็พลันปรากฏเปลวไฟจุดติดขึ้นทีละเล่ม จากเทียนเล่มที่ 1 ไปถึงเทียนเล่มที่ 2...ยามาโมโตะรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพช้า เมื่อในขณะที่เทียนกำลังติดไฟ ฉลามคลั่งก็ค่อยๆก้าวเท้าออกด้วยเรียวขาสั่นเทา มือนุ่มสั่นระริกจนเห็นได้ชัด แล้วในชั่วขณะที่ร่างโปร่งกำลังจะวิ่งออกไปจากโต๊ะนั้นเอง...กระจกหน้าร้านก็ลั่นเปรี๊ยะด้วยรอยร้าวที่แผ่กระจายไปทั่วก่อนจะแตกกระจายออกในนาทีถัดมา!!
เพล้ง!!
เสียงแก้วแตกดังบาดหู เศษกระจกหล่นเกลื่อนกลาดหน้าร้าน แล้วเงาสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทก็พลันก้าวเข้ามาพร้อมทั้งเปลวไฟบนเทียนไขที่บุกฮือโหมราวต้อนรับการมาของชายผู้มีเสื้อคลุมพาดอยู่บนไหล่ ขนนกที่ประดับอยู่บนต้นคอพลิ้วไสวตามจังหวะการก้าวเดิน เมื่อชายหนุ่มแย้มรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมให้แก่ฉลามคลั่งผู้เหมือนถูกสาปให้แข็งเป็นหินไปเสียแล้ว
"เดี๋ยวนี้แกกล้าหนีฉันมาหาผู้ชายอื่นแล้วเรอะ ไอ้สวะ!"
"ซะ..แซนซัส.."
นามของอีกฝ่ายหลุดรอดริมฝีปากอิ่มเพียงแผ่วเบา ร่างที่กำลังก้าวถอยหลังช้าๆตามสัญชาตญาณรู้สึกตาลายไปวูบหยึ่ง เมื่อในนาทีถัดมาตนก็ตกอยู่ในอ้อมกอดของชายที่น่ากลัวที่สุดในอิตาลีเสียแล้ว
"ทะ..ทำบ้าอะไรวะ! ปล่อยนะว้อย!!"
เสียงทุ้มตวาดกร้าว วงหน้าหวานซับสีเรื่อทั้งจากความเขินอายและความโกรธปะปนกัน มือข้างที่ว่างพยายามดันร่างที่กอดแนบชิดให้ออกห่างแต่มันก็เสมือนการทุ่มเทกำลังผลักกำแพงหนาออกไป ด้วยไม่เพียงแต่แซนซัสจะยังคงโอบกอดฉลามคลั่งไว้เท่านั้น แต่วงหน้าที่ประดับด้วยรอยแผลเป็นยังก้มลงมามอบจุมพิตเร่าร้อนบนกลีบปากที่เผยอออกน้อยนั้นๆ
มิน่าล่ะ...
ยามาโมโตะมองบทรักดูดดื่มตรงหน้าด้วยสายตาขบขัน สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เข้าใจถึงท่าทีและการแต่งกายที่ผิดแผกไปกว่าเดิมของฉลามหนุ่ม ว่าบางทีสควอโล่อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาข้างนอกตามลำพัง หรือบางทีอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาพบ ‘ชายอื่น' ตามลำพัง และเพราะเหตุนี้แซนซัสจึงได้มาตามลากตัวกลับไปนั่นเอง
"ขอวิสกี้ขวดนึงครับ"
ชายหนุ่มหันไปสั่งบริกรสาวผู้ยืนแข้งขาสั่นอยู่ข้างๆ รอยยิ้มที่ปรากฏบนวงหน้าคมคายราวกับไม่รับรู้ถึงเสียงครางแว่วหวานที่อยู่ใกล้ตัวและยิ่งไม่รับรู้ว่าในร้านนี้หลงเหลือแต่เพียงพวกตนและพนักงานร้านกับเจ้าของร้านเท่านั้น ขณะที่คนอื่นได้หนีออกไปนับแต่การมาถึงของแซนซัสแล้ว
"นะ..นะ..นี่ค่ะ"
บริกรสาววางขวดวิสกี้ราคาแพงลงกับโต๊ะด้วยมือสั่นเทา ร่างบางและเจ้าของร้านมองหน้ากันอย่างไม่รู้ว่าควรจะเผ่นหนีไปดีหรือควรทำเช่นไร ให้ยามาโมโตะยิ้มน้อยๆก่อนจะควานหาเศษกระดาษมาเขียนข้อความบางอย่างแล้วส่งให้แก่ชายเจ้าของร้าน
"พวกคุณออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะครับ แล้วรบกวนส่งบิลไปคิดเงินที่ปราสาทวาเรียตามที่อยู่นี้นะครับ"
นามของปราสาทวาเรีย..ที่ไม่มีใครในอิตาลีจะไม่รู้ว่านั่นคือชื่อสถานที่ที่เป็นที่อยู่ของหน่วยนักฆ่าแห่งวองโกเล่นำมาซึ่งความหวาดผวาได้เป็นอย่างดี และไม่จำเป็นต้องให้เตือนซ้ำสองเมื่อทั้งคู่พากันรีบหนีออกไปจากร้าน อันเป็นจังหวะเดียวกับที่ริมฝีปากเจนจัดยอมถอนจูบออกจากร่างโปร่งในอ้อมแขนที่เจียนจะหมดสติเพราะขาดอากาศหายใจเต็มที
"แฮ่ก แฮ่ก.."
แว่วเสียงฉลามหนุ่มหอบหายใจแผ่ว วงหน้าขาวเป็นสีระเรื่อจากรสจูบหวามไหว เสื้อผ้าหลากชิ้นที่สวมใส่ถูกปลดเปลื้องออกจนเหลือเพียงชุดเครื่องแบบวาเรียติดกาย เช่นเดียวกับร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเสียจนถูกแซนซัสจับให้มานั่งตักโดยไม่อาจแม้แต่จะประท้วงได้
"แกมีธุระอะไรกับไอ้ฉลามสวะ?"
เสียงห้าวเอ่ยถามอย่างมาดร้ายเรียกรอยยิ้มขบขันให้ปรากฏบนใบหน้าของสายฝน ดวงตาคู่สีดำจ้องไปยังมือหยาบที่โอบรอบไหล่มนด้วยสายตาหยอกล้ออยู่ในที และมันก็ไม่จำเป็นต้องให้ยามาโมโตะอธิบายแต่อย่างใด เมื่อสควอโล่เป็นฝ่ายชิงเล่าสาเหตุที่อดีตผู้พิทักษ์แห่งพิรุณนัดตนออกมาพบเสียก่อน
".........เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละว้อย แกก็เลิกหึงไม่เข้าท่าซะที!!"
ฉลามหนุ่มจบคำพูดลงด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เรียกรอยดุๆให้ปรากฏในดวงตาคู่สีฉาน มือหยาบไล้คางมนราวคาดโทษก่อนจะหันสายตากลับไปหาอีกหนึ่งคนที่นั่งยิ้มๆมองมาโดยไม่เอ่ยปากสอดคแต่อย่างใด
"เหอะ! สมแล้วที่เป็นสวะ แค่ปัญหาแค่นี้ก็ยังแก้เองไม่ได้"
"ฮะฮะฮะ แล้วนายมีทางแก้ให้ฉันงั้นหรือ แซนซัส?"
ยามาโมโตะเอ่ยเสียงขันอย่างชินชาต่อคำเรียกหาของอีกฝ่าย แม้จะไม่ได้ตั้งใจที่จะมาปรึกษาเรื่องนี้กับบอสแห่งวาเรีย แต่ในเมื่อการณ์มันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว บางทีการได้คำปรึกษาจากคนอื่น..ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย..
"สำหรับฉัน..ของที่อยากได้มา ไม่ว่าจะใช้วิธีอะไรฉันก็จะเอามันมา ยิ่งเป็นของสำคัญก็ยิ่งต้องนำมาเป็นของฉันให้จงได้ แล้วแกล่ะ ไอ้สวะ? แกมีความมุ่งมั่นพอที่จะช่วงชิงคนสำคัญของแกกลับคืนมารึเปล่า?"
ความมุ่งมั่น..?
ถ้อยคำของอีกฝ่ายดังก้องอยู่ในใจที่สับสน ทั้งที่เคยคิดว่าจะยอมปล่อยมือสิ่งสำคัญเพื่อให้โกคุเทระมีความสุข แต่การทำเช่นนั้นย่อมหมายความว่าเขายอมเป็นฝ่ายแพ้ ยอมที่จะยกคนที่ตนรักเหนืออื่นใดให้แก่ใครอื่นอย่างนั้นหรือ? มันคือการขาดความมุ่งมั่นที่จะทำให้อยู่กับวายุอย่างนั้นหรือ?
"เฮ้ย! ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกคิดมากอะไรนักหนา" ฉลามหนุ่มเอ่ยขึ้นบ้าง "แต่ว่า..แกเมื่อ 2 ปีก่อนที่ฉันพบ ถึงจะแสดงออกถึงความเลวร้ายสักแค่ไหน แต่แกก็แสดงให้ฉันเห็นถึงความเชื่อมั่นในหนทางที่แกก้าวเดิน เชื่อมั่นในการตัดสินใจของแกเอง ไม่เหมือนกับแกตอนนี้.."
ดวงตาสีน้ำแข็งสะท้อนซึ่งความเข้าใจของผู้ที่เคยสูญเสียความทรงจำเช่นกัน ในครั้งนั้นที่ตนถูกบิดเบือนความทรงจำ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจึงมีเพียงใครก็ได้ใกล้ๆตัว ใครก็ได้ที่จะเป็นหลักนำทางให้แก่ใจที่สับสนได้ และเพราะความรู้สึกนี้จึงทำให้บางครั้งอาจมองข้ามต่อสิ่งที่สำคัญต่อตนอย่างแท้จริงไปได้ และในกรณีของไอ้หนูไดนาไมท์ก็คงไม่แตกต่างกันนัก...
"แกที่ฉันรู้จักน่ะคือไอ้คนสองหน้าปลิ้นปล้อน ที่ต่อหน้าคนที่ชอบ..แกก็จะเสแสร้งเป็นคนดี แต่พอลับหลังแกก็จะทำเรื่องเลวร้ายต่างๆนานาที่แกเชื่อว่าจะเป็นการปกป้องคนสำคัญของแกเอาไว้ และตอนนนี้ฉันจะถามแกแค่ว่า ลองถามใจตัวเองดูรึยังว่าสิ่งที่แกทำน่ะเป็นการปกป้องคนสำคัญของแกรึเปล่า?"
ปกป้องโกคุเทระ..?
ฉันได้ปกป้องนายรึเปล่านะ?
ภาพของรอยยิ้มที่วายุมีให้แก่ชามาลผ่านเข้ามาในใจ ครั้งหนึ่งรอยยิ้มนั้นคือรอยยิ้มที่มอบให้แก่เขาเพียงคนเดียว คือรอยยิ้มที่เขาเคยสาบานว่าจะปกป้องไว้แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะไม่ได้มีเพื่อเขาก็ตามที แต่นั่นคือการปกป้องโกคุเทระในความรู้สึกของเขาแล้วอย่างนั้นหรือ?
คำตอบคือ..ไม่ใช่!
เพราะเขาอยากปกป้องโกคุเทระไว้ในอ้อมกอดของเขา อยากโอบกอดร่างโปร่งให้คลายหนาว อยากได้ยินถ้อยกระซิบบอกคำรัก อยากได้เห็นดวงตาสีมรกตสะท้อนแต่เพียงภาพของเขาคนเดียว และนี่ก็คือความรักของเขาที่มอบให้แก่วายุ!!
นายเป็นของฉัน โกคุเทระ!!
รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่า ให้ฉลามหนุ่มแย้มรอยยิ้มบางๆพลางแค่นหัวเราะ
"เฮอะ! ในที่สุดก็คิดได้แล้วสินะ"
"อืมม์ ฉันคิดได้แล้ว..ขอบใจนะ สควอโล่"
ดวงตาคู่สีดำที่ช้อนขึ้นมองสบตาพราวระยับด้วยประกายแห่งความมีชีวิตอีกครั้ง แม้จะรู้ว่าสิ่งที่จะกระทำต่อจากนี้ไปอาจจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ไม่อาจกู้กลับคืน อาจจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แต่ยามาโมโตะก็ยังคงเลือกที่จะกระทำ เพราะวายุย่อมควรคู่กับสายฝนเพียงผู้เดียว!
อดีตผู้พิทักษ์แห่งพิรุณมองที่ปรึกษาทั้งสองด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ร่างสูงผลุดลุกขึ้นยืนเป็นความหมายของการอำลา ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวเดินออกไป มือหยาบก็พลันรั้งร่างของฉลามหนุ่มออกมาจากอ้อมแขนของแซนซัส ก่อนจะแตะริมฝีปากลงบนกลีบปากสีเรื่อเพียงแผ่วๆ
"แล้วเจอกันใหม่ คนสวย"
แว่วเสียงหัวเราะก้องอย่างขบขันเมื่อยามาโมโตะรีบหนีออกไปจากร้านทันเวลาก่อนที่ฉลามคลั่งจะใช้ดาบติดมือกลสับให้กลายเป็นชิ้นๆ วงหน้าหวานแดงเรื่อด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่ออ้าปากหมายแผดด่าให้หายแค้น ทว่า....
"แกกับฉันมีเรื่องต้องคุยกัน ไอ้ฉลามสวะ!"
มือหยาบกดลงบนไหล่มนด้วยความแรงที่มากพอจะทำให้สควอโล่นิ่วหน้า วงหน้าหวานฝืนแย้มรอยยิ้มน้อยๆอย่างทำใจดีสู้เสือ
"จะ..ใจเย็นๆน่าบอส ไอ้เด็กนั่นมันก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง.."
"ล้อเล่นงั้นเรอะ?" แซนซัสทวนคำ ก่อนที่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมจะปรากฏบนมุมปากได้รูป "ฉันก็กำลังจะล้อเล่นกับแกเหมือนกัน ไอ้สวะ!!"
ประโยคสุดท้ายดังลั่นราวเสียงฟ้าผ่า ร่างโปร่งบางถูกผลักให้ลงไปนอนกับพื้นที่ปูลาดด้วยพรมนุ่มท่ามกลางเสียงโวยวายไม่ได้ศัพท์ซึ่งเปลี่ยนเป็นเสียงครางแว่วหวานในเวลาต่อมา...
บรึ้ม!!!!
เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องจนยามาโมโตะผู้ยืนห่างจากร้านออกมาหลายเมตรยังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทิอน ดวงตาคู่สีดำหันกลับไปมองอดีตร้านกาแฟที่บัดนี้กลับมีควันโขมงจากเปลวไฟที่โหมแรงอยู่ภายใน และต้นเหตุของเปลวเพลิงนี้จะเป็นผู้ใดนั้นแม้ไม่ต้องบอกก็คงทราบได้
"น่าสงสารนายจริงๆ สควอโล่"
ร่างสูงโคลงศีรษะอย่างนึกขบขัน ไม่จำเป็นต้องคาดเดาชะตากรรมของนักดาบรุ่นพี่แต่อย่างใด เมื่อชายหนุ่มสาวเท้าฝ่าฝูงชนที่กำลังวิ่งมามุงดูออกไป เมื่อในใจหลงเหลือเพียงเป้าหมายเดียวนั่นคือการทำความปรารถนาของตนให้เป็นจริง
รอฉันก่อนเถอะ โกคุเทระ..!!
- - - - TBC. Chapter . 8 - - - -
edit @ 12 Jan 2009 15:02:21 by Mukkuk


#1 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-01-12 15:23