เส้นทางสู่บัญชีราม...(คุณคิดดีแล้วจริงหรือ?)
posted on 12 Jan 2012 21:55 by mukkuk"เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง"
เชื่อว่าประโยคนี้น่าจะมีน้องๆวัยเตรียมเอ็นสะท้านได้ยินกันมาบ้าง
และนี่ก็คือคำขวัญของ "มหาวิทยาลัยรามคำแหง" มหาวิทยาลัย(เกือบ)เปิด แห่งหนึงในประเทศไทย
และนี่ก็คือคำขวัญของ "มหาวิทยาลัยรามคำแหง" มหาวิทยาลัย(เกือบ)เปิด แห่งหนึงในประเทศไทยว่ากันตามประสบการณ์ตรงเลย...สำหรับเด็กม.6 แล้ว คำว่า "ราม" คงเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกอี๋ได้พอๆกับแมลงสาบหรืออะไรก็ตามที่ชวนให้ชนลุกขนพอง
ซึ่งในเวลานั้นมุกก็เป็นหนึ่งในคนที่ทนรับฟังไม่ได้จิงๆเลยกับคำๆนี้
เพราะมันมักจะมีความหมายโดยนัยว่า
เพราะมันมักจะมีความหมายโดยนัยว่า"เอนท์ไม่ติด
"
" แต่ว่า...พอผ่านช่วงเอ็นสะท้านมาได้แล้ว เราก็จะพบว่าชีวิตมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเอนทรานซ์เสมอไป
ไอ้การเอนท์ติดน่ะ เอาเข้าจริงแล้วสุดท้ายมันก็มักจะเพื่อหน้าตาเป็นอย่างแรกซะมากกว่า ทั้งหน้าตาตัวเอง หน้าตาพ่อแม่ ดังนั้นไม่ติดอันดับ 1 ไม่เป็นไร ขออันดับ 2,3,4 ให้มันติดสักอันดับเถอะ ดีกว่าชวดหมด!! 
ไอ้การเอนท์ติดน่ะ เอาเข้าจริงแล้วสุดท้ายมันก็มักจะเพื่อหน้าตาเป็นอย่างแรกซะมากกว่า ทั้งหน้าตาตัวเอง หน้าตาพ่อแม่ ดังนั้นไม่ติดอันดับ 1 ไม่เป็นไร ขออันดับ 2,3,4 ให้มันติดสักอันดับเถอะ ดีกว่าชวดหมด!! 
และด้วยเหตุนั้นจึงมีหลายคนที่ในอันดับสุดท้ายมักจะใส่ชื่อคณะที่คะแนนตัวเองต้องติดแน่ๆลงไป เป็นการป้องกันการเอนท์ไม่ติด แต่ไม่ทันคิดเอาซะเลยว่า..แล้วสมมุติว่าติดอันนี้ไปจริงๆจะอยู่กับมันได้มั้ย? 

ว่าเหมือนเป็นปรัชญา และไอ้เราก็ขอตอบเป็นปรัชญาเหมือนกัน 
คำตอบคือ...
"ได้ค่ะ
"
"อย่างกรณีของจขบ. มาติดเอาอันดับที่ 4 ที่ท่านแม่เป็นคนเลือกให้โดยบังเอิญ จนทำให้จับพลัดจับผลูต้องมาเรียนวิทยาฯคอมซะอย่างนั้น...
และตลอดเวลา 4 ปีที่เรียน...
- เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ : ..............มีความยินดีที่จะบอกว่าตอนเอนท์ จขบ.ยังจำตารางธาตุไม่ได้เลยด้วยซ้ำอะนะ
- แคลคูลัส : ตรัสรู้ชอบธรรมก่อนวันสอบไม่เกินสัปดาห์ สอบเสร็จความรู้ส่วนนั้นจะอันตธานหายไปอย่างลึกลับ 
- คอมพิวเตอร์ : ไม่อยากจะโม้หรอกนะ แต่จนถึงตอนนี้จขบ.ยังลงวินโดวส์ไม่เป็นเลย 

เรียนอย่างลุ่มๆดอนๆ ใช้ชีวิตไปแบบลุ่มๆดอนๆ บางครั้ง(ส่วนมาก)ก็ยังสงสัยว่าเราสอบผ่านมาได้ไงวะ
ในเมื่อสักนิดเดียวก็ไม่เคยเข้าใจตัววิชาเอาจริงๆ แต่ถึงงั้นก็เถอะ...
ในเมื่อสักนิดเดียวก็ไม่เคยเข้าใจตัววิชาเอาจริงๆ แต่ถึงงั้นก็เถอะ...จบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.06 ค่ะ
(และถ้าปี 1 ไม่นอนขี้เกียจตลอดเวลาแล้ว ก็คงได้เกียรตินิยมอันดับ 2 มาจนได้แหละค่ะ ถึงจะคิดว่าดีแล้วก็ตามที่ไม่ได้เพราะคงอายเกียรตินิยมแน่ๆ
)
)เพื่อนร่วมชั้นปีจำนวน 30 กว่าคนออกมาทำงานด้วยความรู้ระดับพอๆกับจขบ.นี่แหละ มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่เก่งเทพจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เข้าทำงานได้ หาเงินได้ไปตามเรื่อง และถ้าเราจะไปสมัครงานบ้าง ก็คาดว่ามันคงซ้ำรอยกับคนอื่นๆ ป่านนี้คงนั่งทำงานหาเงินงกๆอยู่เหมือนกัน (ขอกระซิบนิดนึง สายคอมฯเงินเดือนสตาร์ทสูงนะ
)
)เพราะงั้นไอ้การที่ไม่รักสายวิชานั้น หรือถึงขั้นเกลียดเลยเอ้า! เอาเข้าจริงไม่ได้เกี่ยวกันเล้ยว่าจะเรียนได้หรือไม่ได้ ถ้าจะเรียนซะอย่างทำไมจะเรียนไม่ได้
(จขบ.เริ่มเรียนด้วยความรู้สึกไ่ม่เข้าใจคอมฯ และจบมาด้วยความรู้สึกเกลียดคอมฯ /ฮา)
(จขบ.เริ่มเรียนด้วยความรู้สึกไ่ม่เข้าใจคอมฯ และจบมาด้วยความรู้สึกเกลียดคอมฯ /ฮา)มันก็แค่ว่า..พอคิดว่าจบไปแล้วจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องที่ตัวเองเกลียดไปตลอดชีวิตนี่ แค่คิดมันก็..............
แล้ว
แล้วอย่างไรก็ตาม...หลายครั้งที่เราจะพบว่าสำหรับบ้านที่เข้มงวดมากๆแล้ว การซิ่วไม่เป็นที่ยอมรับ การเลือกจะเรียนรามฯเป็นมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เป็นที่ยอมรับ ถ้าอย่างนั้นก่อนที่เส้นทางชีวิตของเราจะเดินอย่างเละตุ้มเป๊ะไปเรื่อยๆ ก็น่าจะมีหนทางอื่นอยู่บ้าง
และสิ่งที่จขบ.คิดออกมาเล่นๆในตอนนั้นก็คือ "เรียนรามฯควบคู่ไปกับที่ปัจจุบัน"
เพื่อจะได้มีทางเลือกในชีวิตลุ่มๆดอนๆนี่มากขึ้น!!
เพื่อจะได้มีทางเลือกในชีวิตลุ่มๆดอนๆนี่มากขึ้น!!และก็ด้วยความคิดไม่ออกในตอนนั้น..ก็เลยตัดสินใจลองเรียนบัญชีราม ที่เขาลือกันว่ายาก ยากมาก ยากมากที่สุดดู
และด้วยประสบการณ์ตรงนี้เอง จึงขอบันทึกไว้(ก่อนจะลืม)สำหรับใครก็ตามที่คิดจะเรียนบัญชีรามต่อจากนี้ไปนะคะ 

มารู้จักรามกันเถอะ!!
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งอยู่ที่เขตบางกะปิ ติดกับสนามกีฬาหัวหมาก เราจะเรียกที่นี่กันแบบสั้นๆว่า "ราม 1" และสำหรับเด็กกรุงเทพฯแล้ว ก็ควรที่จะรู้จักวิทยาเขตอีกแห่งหนึ่งเพิ่มเข้าไปด้วย เพราะถ้าคุณตัดสินใจเรียนรามล่ะก็ ไงๆก็ต้องได้ไปอยู่ดี
นั่นคือ "ราม 2" หรือก็คือวิทยาเขตบางนา สถานที่ตั้งง่ายๆเลยก็คือ บางนา นั่นเอง
การเดินทางระหว่าง "ราม 1" และ "ราม 2" สามารถทำได้โดยรถเมล์สาย 207 ชนิดต่อเดียวถึง หรือถ้าคุณโชคดีพอ บางวันทางสภานักศึกษาก็จะจัดรถเมล์ฟรีพาคุณไปส่งถึงที่ให้อีกด้วย
และสำหรับการเดินทางไปราม 1 หรือ ราม 2 นั้น...ว่ากันตรงๆเลยคือคงมีรถเมล์หลายสาย แต่เนื่องจากจขบ.ไปด้วยรถตู้ทุกครั้ง ดังนั้นสายรถเมล์เลยไม่รู้อะค่ะ
แต่ถ้าเป็นรถตู้ล่ะก็สามารถขึ้นลงได้สะดวกมาก เพราะวินรถตู้เล่นอยู่หน้าม.กันเลยทีเดียว
แต่ถ้าเป็นรถตู้ล่ะก็สามารถขึ้นลงได้สะดวกมาก เพราะวินรถตู้เล่นอยู่หน้าม.กันเลยทีเดียวนอกจากนั้นในกรณีของราม 1 ยังสามารถเดินทางผ่านเส้นทางเรือคลองแสนแสบได้อีกด้วย (คำเตือน : สำหรับผู้รักความสะอาดและไม่ต้องการโดนน้ำเน่ากระเซ็นใส่ เส้นทางนี้อาจไม่เหมาะกับท่าน
)
)สำหรับสภาพแวดล้อมนั้น..ไม่ว่าจะเ็ป็นราม 1 หรือ ราม 2 สิ่งที่ควรทำก่อนเดินทางมาคือ การทาครีมกันแดดที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้ เพราะรังสี UV ที่นี่มันไม่ปราณีเอาซะเลย...

นอกจากนั้นในรายละเอียดปลีกย่อย กรณีของราม 1 คุณจะพบว่าการเดินทางด้วยเท้านั้นยากลำบากเพราะมหาลัยกว้างและสับสนได้อีก แต่ถ้าเป็นราม 2 อาจจะมีบางวันที่คุณพบว่าคุณต้องใช้บริการพี่วินมอไซค์ต่างเรือแจวก็เป็นได้
ว่ากันต่อใน ด้านหลักสูตร 

รามคำแหง มีหลักสูตรสำหรับปริญญาตรีอยู่มากมาย ทั้งคณะนิติศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะมนุษยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ ให้เลือกสรรกันได้แบบจุใจ หลักสูตรเล็กหลักสูตรน้อยมีกันให้พรึ่บจนผู้เรียนตาลายกันได้อีก
นอกจากนี้รามฯ ยังได้อำนวยความสะดวกให้ด้วยการแบ่งผู้เรียนเป็นประเภททั่วไป , Pre-Degree (เด็กมัธยมมาเรียนล่วงหน้า) และเทียบโอน (ใช้วุฒิจากม.อื่นเทียบโอนมาบางวิชา) ซึ่งเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องเย้ายวนใจให้คนสนใจมาเรียนได้ดีทีเดียว 

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นในใจของหลายต่อหลายคนก่อนจะตัดสินใจเรียน ก็คือ
1. "เรียนไปด้วย และทำงาน/เรียนที่อื่น ไปด้วยได้มั้ย??
"
"คำตอบในเชิงทฤษฎี >> ได้แน่นอน เพราะว่ารามฯไม่มีการเช็คชื่อเข้าชั้นเรียน อีกทั้งยังอนุญาตให้เรียนควบคู่ไปกับที่อื่นได้่ สำหรับผู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยอื่นอยู่..กฎของมหาวิทยาลัยท่านก็พร้อมเปิดกว้างให้ไปเรียนรามได้เสมอ 

คำตอบในเชิงปฏิบัติ >> อาจจะเป็นไปได้..แต่ในความเป็นจริงแล้ว มักจะเป็นไปไม่ได้มากกว่า = =
ยกตัวอย่างง่ายๆเลยเช่น ข้อบังคับของสาขาบัญชี (ซึ่งบางม.ที่มีสาขาบัญชีเหมือนกันก็ไม่มีข้อบังคับนี้ด้วยนะ!!) คือ การฝึกงานเป็นเวลา 500 ชม. แล้วนำหลักฐานการฝึกงานมายื่นให้กับภาควิชาจึงจะมีสิทธิ์จบได้ แต่ขอโทษทีเถอะพี่...ถ้าเราทำงาน/เรียนที่อื่นอยู่ แล้วจะให้ไปฝึกงานได้ยังไงล่้ะ(ว้อย)!!! 

โวยวายไปเถอะ..ถามไปเถอะ...จนท.รับเรื่องเขาไม่สนใจหรอกค่ะ - -b เอาเป็นว่าจะทำไงก็ช่าง ไปหาหลักฐานการฝึกงานมาส่งก็พอ
หรืออย่างเพื่อนสนิทของจขบ.ที่เลือกเรียนสาขา การเงิน/การธนาคาร โอเค..ไม่มีเช็คชื่อ ไม่มีฝึกงาน แต่มีวิชาสัมนาค่ะ
วิชานี้เราจะต้องเข้าเรียน แบ่งกลุ่ม ทำงานส่ง พรีเซนต์ ฯลฯ แล้วขอโทษทีเถอะำีพี่..ถ้าเราทำงาน/เรียนที่อื่นอยู่ แล้วจะให้ทำยังไงล่้ะ(ว้อย)!!! 
วิชานี้เราจะต้องเข้าเรียน แบ่งกลุ่ม ทำงานส่ง พรีเซนต์ ฯลฯ แล้วขอโทษทีเถอะำีพี่..ถ้าเราทำงาน/เรียนที่อื่นอยู่ แล้วจะให้ทำยังไงล่้ะ(ว้อย)!!! 
นอกเหนือจากนี้ คณะ สาขา อื่นจะเป็นยังไงนั้น จขบ.ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
แต่เอาเท่าที่รู้มา คณะที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้แน่ๆ โดยไม่มีเรื่องชวนปวดกบาลนั้นก็คือ คณะนิติศาสตร์ 
แต่เอาเท่าที่รู้มา คณะที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้แน่ๆ โดยไม่มีเรื่องชวนปวดกบาลนั้นก็คือ คณะนิติศาสตร์ 
2. "ถ้าไม่ได้เข้าเรียน จะสอบผ่านมั้ย??
"
"นี่ก็คำถามเด็ดสำหรับคนที่ไม่มีเวลามาเข้าเรียน จริงๆแล้วไลฟ์สไตล์ในการเรียนของแต่ละคนก็คงแตกต่างกันออกไป แต่ในกรณีนี้อาจจะพอแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
1) เข้าเรียน : นี่คือลักษณะของผู้ที่ไม่ต้องไปทำงานหรือเรียนที่อื่น ก็จะมาเข้าเรียน ฟังอาจารย์สอน แบบนักศึกษาทั่วๆไป ข้อดีมากๆคือ หลายวิชามักมีให้ส่งชิ้นงานในห้องเพื่อเอาคะแนน ถ้าเราทำส่งก็จะได้คะแนนส่วนนั้น แต่ถ้าไม่ได้ทำส่งก็ไปสอบแบบเก็บเต็ม 100 คะแนนในห้องสอบเอาก็แล้วกัน
2) ซื้อหนังสือมาอ่านเอง : จากประสบการณ์ที่เจอมา วิธีนี้ทำได้ถึงแค่วิชาของปี 2 เนื่องจากหนังสือเรียนของรามฯนั้นแม้จะราคาถูก แต่...มีไม่ครบทุกวิชา
ยิ่งเป็นวิชาของปี 3-4 เรามักจะพบว่า ต้องไปหาซื้อชีทจากร้านซีร็อกซ์เอา แต่ก็ใช่ว่าร้านจะมีครบทุกวิชา บางวิชาก็ไม่มีอีกแน่ะ แล้วเรื่องจะหาชีทสรุปหรืออะไรต่อมิอะไรจากร้านขายชีทฝั่งตรงข้ามม.นั้น ค่อนข้างจะสิ้นหวัง เพราะพวกสถาบันติวเค้าไม่ค่อยยอมขายให้กับเด็กที่ไม่ได้มาจ่ายเงินติวกับเค้าหรอกค่ะ
(มีข้อยกเว้นคือ สถาบันติว AC Group ตั้งอยู่ซ.ราม 53 ที่นี่มีขายชีทสรุป และข้อสอบเก่าของวิชาบัญชีทุกวิชาให้ แต่อ่านเองเข้าใจมั้ย..นั่นก็อีกเรื่อง)
3) เข้าสถาบันติว : บริเวณฝั่งตรงข้ามม.รามคำแหง คือที่ตั้งของสถาบันติวที่ขึ้นกันยุ่บยั่บยิ่งกว่าดอกเห็ด ที่มีเยอะๆเลยคือ สาขานิติศาสตร์และสาขาบัญชี (สาขาการตลาด , สาขาการเงิน พอมีให้เห็นบ้างนิดหน่อย)
สถาบันติวพวกนี้โดยปกติแล้วจะเก็บเงินค่าติว 1,000 บาท/วิชา และในกรณีที่เทอมนี้คุณสอบตก ก็สามารถเอาหลักฐานการจ่ายเงินค่าติว มาขอลงเรียนใหม่ฟรีได้อีกด้วย (แต่ปกติจะจำกัดให้ใช้สิทธิ์นั้นได้ภายใน 1 ปี)
อาจารย์ในสถาบันติวจะมีชีทเนื้อหามาสอน และเจาะลึกในประเด็นที่ใช้ในการสอบ มีกระทั่งข้อสอบ(ที่มักห้ามเอาออกจากห้องสอบ) และเฉลย (ซึ่งเป็นการเฉลยเอง) ซึ่งก็แทบไม่ต่างอะไรจากสถาบันกวดวิชาทั่วๆไป
ส่วนมากแล้วสถาบันเหล่านี้จะเปิดเป็น 2 รอบ คือรอบวันธรรมดา (สำหรับพวกมีเวลาว่าง) กับ รอบวันเสาร์อาทิตย์ (สำหรับคนทำงาน) ให้เลือกสรรกันแบบจุใจ ถ้าใครขี้เกียจมานั่งเรียนบ่อยๆ ก็รอไปลงคอร์สตะลุยโจทย์ที่จะเปิดช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนสอบก็ยังได้ 

จริงแล้วๆเรื่องราวละเอียดของสถาบันติวนั้นยังมีให้คุยกันได้อีกเยอะ แต่จะขอพักไว้แค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ
ซึ่งหลักจากอ่านทั้ง 3 วิธีนี้แล้ว ถ้าท่านมีคำถามในใจว่าวิธีไหนดีที่สุด จขบ.ก็คงไม่มีคำตอบให้เช่นกัน เพราะไม่ได้ลองหมดทั้ง 3 วิธี คิดว่าคงขึ้นอยู่กับความพอใจและความถนัดของแต่ละคนมากกว่า
ซึ่งหลักจากอ่านทั้ง 3 วิธีนี้แล้ว ถ้าท่านมีคำถามในใจว่าวิธีไหนดีที่สุด จขบ.ก็คงไม่มีคำตอบให้เช่นกัน เพราะไม่ได้ลองหมดทั้ง 3 วิธี คิดว่าคงขึ้นอยู่กับความพอใจและความถนัดของแต่ละคนมากกว่า 3. "ลักษณะการสอบ เกรด การผ่าน/ตก เป็นยังไง??
"
"หัวข้อนี้คงลากไปได้ยาว แต่ขออธิบายแบบคร่าวๆก่อนว่า รามจะมี 3 เทอม คือ เทอม 1 เทอม 2 และเทอมซัมเมอร์ แต่...การสอบมี 5 ครั้งต่อปีการศึกษาค่ะ!!
นี่คือหนึ่งในวงจรอนาถที่คนเรียนรามทุกคนหนีไม่พ้น...
เราจะเริ่มจากการลงทะเบียนเทอม 1 ก่อน >> สอบเทอม 1 >> รู้ผล (45 วันโดยประมาณ) >> ถ้าตก ก็ลงทะเบียน ซ่อมเทอม 1 >> ลงทะเบียนเทอม 2 >> สอบซ่อมเทอม 1 >> รู้ผล >> สอบเทอม 2 >> รู้ผล >> ลงทะเบียนซัมเมอร์ >> สอบซัมเมอร์ >> รู้ผล >> ถ้าตกในเทอม 2 หรือ ซัมเมอร์ ก็ลงทะเบียน ซ่อมเทอม 2/summer >> สอบซ่อมเทอม 2/summer
ชีวิตของเด็กรามนั้น..วันๆไม่ต้องทำไรกิน อ่านหนังสือ >> สอบ >> ลุ้นผล >> อ่าน ....เป็นวัฏจักรชีวิตที่ไม่มีคำว่าปิดเทอมนั่นเอง
ทีนี้มาว่ากันถึงเรื่องเกณฑ์การสอบผ่าน ตามธรรมเนียมแล้วคือ ได้คะแนน 60% ขึ้นไปจะได้ เกรด P (ผ่าน) และถ้าได้ 80% ขึ้นไปจะได้เกรด G (เทียบเท่ากับเกรด A) นอกนั้นก็จะมีเกรดเปนตัวอักษรภาษาอังกฤษต่างๆที่แปลว่า ไม่เข้าสอบ , ตก , ไม่ทราบผล เป็นต้น แต่รวมๆแล้วแปลง่ายๆว่า ไม่ผ่านนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม อย่าไปยึดมั่นว่าคะแนนผ่านอยู่ที่ 60% เสมอไป ทั้งนี้ทั้งนั้นยืดหยุ่นได้ขึ้นอยู่กับความพอใจของอาจารย์ผู้สอน ถ้าเป็นวิชายากก็อาจจะ 50% ผ่าน หรือถ้าเป็๋นวิชาง่ายก็อาจจะเป็น 65% ผ่านก็ได้
และทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีสุดยอดข้อดีในการเรียนรามอยู่ข้อ
นั่นก็คือ
นั่นก็คือ"เมื่อคุณสอบตก เกรดที่บอกว่าตกนั้นจะไม่แสดงผลในทรานสคริปท์นะคะ!!" 

และนี่ก็คือข้อมูลเบื้องต้นให้ลองคิดกันดูก่อนว่าไหวมั้ย...ถ้าไหวล่ะก็ เจอกันต่อตอนหน้าเร็วๆนี้ค่ะ 


