[Fic Hobbit2] Blood bond Chapter 23 [NC-xx?]

posted on 20 Jul 2015 02:06 by mukkuk
Blood bond
 
 
Pairing : Thranduil x Legolas
 
Rate : NC-xx?
 
Note : เรามาข้ามกำแพงศีลธรรมด้วยกันเถอะ >///<
 
 
//อนึ่งขอเปลี่ยนจากป่าทิศตะวันออกเป็นทิศเหนือแทนนะคะ  พอดีไปค้นข้อมูลแล้ว ทิศตะวันออกมันมีแต่โลนลี่เมาท์เท่นตั้งอยู่ลูกเดียว เลยเปลี่ยนเป็นทิศเหนือที่เป็นเทือกเขาเกรย์เมาท์เท่นดีกว่า
 
 
 
 
 

Chapter 23

 

 

...เงียบเหลือเกิน... 

 

แกนดาล์ฟ พ่อมดเทานั่งสูบยาพลางมองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก ค่ำคืนนี้ช่างเงียบงันวังเวงนัก แม้ว่าโดยปกติแล้วอาณาจักรเมิร์ควู้ดในยามค่ำคืนก็มักจะมีบรรยากาศที่เงียบสงบยิ่งกว่าอาณาจักรอื่นๆ ด้วยต่างก็เตรียมพร้อมกับการรับมือกับเหล่าออร์คและแมงมุมอยู่ตลอดเวลา ทว่าในค่ำคืนนี้มันกลับเงียบยิ่งกว่า..

 

ดวงตาคู่สีเทามองออกไปด้านนอก ท่ามกลางความมืดที่ทหารหลายหน่วยกำลังผลัดเปลี่ยนเวรยาม แต่ละคนต่างมีสีหน้าเครียดขรึม ย่างก้าวที่เดินเต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างจงใจจะไม่ให้เกิดเสียงใดๆ หรืออย่างน้อย..ก็ไม่ให้มีเสียงใดๆดังเข้ามารบกวนกษัตริย์เอลฟ์ผู้กำลังโกรธา

 

คิดถึงตรงนี้พ่อมดชราก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ ดวงตาคู่สีเทามองไปยังร่างสูงโปร่งของกษัตริย์เอลฟ์ผู้กำลังยืนหันหลังให้ สายลมพลิ้วแผ่วยามค่ำคืนโบกสะบัดเส้นผมสีทองยาวสยาย แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนวงหน้าที่งดงามเย็นชาราวกับรูปสลัก ช่างงดงาม ช่างสูงศักดิ์ราวกับเทพเจ้า หากก็ช่างแตกต่างกับชายผู้ระเบิดโทสะออกมาเมื่อหลายชั่วโมงก่อนราวกับคนละคน

 

...พ่อมดเทาสูดควันเข้าปอดลึกๆ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังตกใจไม่หายกับภาพที่ได้เห็น ไม่เคยคิดมาก่อน..ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะมีวันได้เห็นภาพที่ ธรันดูอิล กษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ด ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาโหดเหี้ยมผู้นั้น กลับจูบใครสักคนด้วยความรุ่มร้อน..ด้วยความรุนแรง อย่างที่ไม่ว่าใครก็ตามที่ขอเพียงมีตามองสักนิดก็ต้องรู้ถึงความพิเศษที่คนผู้นั้นมีต่อธรันดูอิล

 

มิหนำซ้ำ..คนผู้นั้นยังเป็น เลโกลัส เจ้าชายเอลฟ์ผู้งดงาม บุตรชายแท้ๆของกษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ด..!!

 

คิดถึงตรงนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจอีกเฮือก ถึงว่าก่อนหน้านี้เขาจะได้รับรู้เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องพันธะคู่ชีวิตระหว่างธรันดูอิลกับเลโกลัส จากลอร์ดเอลรอนด์มาบ้างแล้ว แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ได้เห็นภาพที่กษัตริย์เอลฟ์กระชากร่างโปร่งบางของบุตรชายเข้ามาจูบอย่างดูดดื่ม จูบด้วยความรักที่มีต่อคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว มันก็ยังทำให้เขา..อดรู้สึกแปลกๆไม่ได้อยู่ดี

 

ถึงจะปฏิเสธไม่ได้เลยก็เถอะว่า ภาพที่พวกเขาทั้งคู่ยืนเคียงข้างกันนั้น มันช่างงดงามแค่ไหน...

 

เพียงแต่ว่า... 

 

อีกครั้งที่พ่อมดเทาลอบมองไปยังร่างสูงสง่าของผู้เป็นกษัตริย์ จริงอยู่ว่าเขาอาจจะไม่มีความคิดที่จะขัดขวางความรักอันผิดศีลธรรมระหว่างเอลฟ์ทั้งสอง หากก็เห็นได้ชัดว่าในตอนนี้หากเขาไม่สอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้วล่ะก็..บางทีความรักอันลึกซึ้งที่ว่านั้นก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคระหว่างธรันดูอิลและเลโกลัสเสียเอง

 

...เพราะว่ารัก..มากเกินไป รักมากจนอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับอีกฝ่าย มันจึงกลายเป็นการหลงลืมถึงความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่ายไป...

 

“แน่ใจแล้วหรือที่ทำแบบนั้น”

 

เสียงของชายชราดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องหนังสือ เรียกดวงตาคู่สีเทาของเอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ให้ปรายมองมา แม้ว่าสำหรับกษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิรค์วู้ดแล้วจะยังไม่มีการตอบสนองใดๆ แต่แกนดาล์ฟก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฟังอยู่

 

“ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงบุตรชายของท่าน แต่การทำเช่นนี้ก็มีแต่จะยิ่งทำให้เลโกลัสโกรธมากขึ้นเท่านั้น”

 

เอ่ยพลางก็ถอนหายใจยาวอย่างอดไม่ได้ จริงอยู่ว่าแกนดาล์ฟอาจไม่เคยเป็นพ่อแม่คน ยิ่งไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกของการเป็นลูกนั้นมันเป็นเช่นไรกันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจได้เลยก็คือ ไม่มีทางที่เลโกลัสจะพอใจกับการกระทำของผู้เป็นบิดาไปได้!

 

เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ต่อให้เป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนแค่ไหน แต่การต้องถูกกักขัง ถูกช่วงชิงอิสรภาพไป ก็คงยากจะทำให้เจ้าชายเอลฟ์ใจเย็นลงได้ ทว่าสำหรับผู้เป็นบิดาแล้ว การที่บุตรชายอยู่ในที่ปลอดภัยนั้นก็คงเป็นบางสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะสำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้ว..มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรกับความปรารถนาที่จะปกป้องให้บุตรของตนปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสัญชาตญาณที่มีมาแต่โบราณกาลของทุกเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเผ่าพันธุ์เอลฟ์ด้วยแล้ว สัญชาตญาณที่ว่านั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว

 

เพราะมันอาจทำให้แม้แต่เอลฟ์ที่เคยมีเหตุผลที่สุด ก็ยังกลับกลายเป็นคนที่ไร้เหตุผลไปได้...

 

คิดถึงตรงนี้ แกนดาล์ฟก็ปรายตามองไปยังลอร์ดเอลฟ์อีกผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน ตามปกติแล้วเอลรอนด์มักไม่สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของผู้เป็นสหาย เพียงแต่หากว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดจนเห็นได้ชัด เอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ก็ย่อมไม่ลังเลเลยที่จะสอดมือเข้าไป ดังเช่นเรื่องการตัดสินใจประหารชีวิตสภาที่ปรึกษาทั้งหมดนั่น ก็ได้เอลรอนด์ที่สอดมือเข้าไปหยุดยั้งไว้เป็นผลสำเร็จ ทว่าในทางกลับกัน..หากว่าเอลรอนด์เห็นว่านั่นไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด เอลฟ์ลอร์ดผู้นี้ก็จะไม่มีทางขัดขวาง และการที่เลโกลัสถูกคุมขังอยู่ในห้องในเวลานี้ โดยที่เอลรอนด์ไม่แม้แต่เอ่ยคำใดๆ ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าเอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์เห็นด้วยกับการตัดสินใจของกษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ด

 

เจ้าพวกโง่พวกนี้นี่นะ.... 

 

พ่อมดเทากลอกตาไปมาอย่างอ่อนใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเอลฟ์หัวดื้อทั้งสองคนนั่นกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่สำคัญเลยว่าธรันดูอิลและเอลรอนด์จะมีศักดิ์ฐานะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ยิ่งมีศักดิ์ฐานะสูงส่งเพียงใด ยิ่งใช้ชีวิตอยู่มานานมากเพียงใด เมื่อเป็นเรื่องของผู้เป็นที่รักของตนแล้ว ก็มักจะกลายเป็นคนขาดเหตุผลมากขึ้นเท่านั้น

 

ไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะก็รู้ว่าสาเหตุที่ธรันดูอิลให้โนแลนคอยติดตามปกป้องเลโกลัสนั้น มันก็เป็นเพราะความเป็นห่วง ถึงจะรู้ก็เถอะว่าบุตรชายของตนเก่งกาจแค่ไหน แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกเป็นห่วงเลยสักนิด เพียงแต่..สำหรับเจ้าชายเอลฟ์แล้ว การที่ผู้เป็นบิดาคอยให้คนส่งข่าวเรื่องของตนนั้น มันก็คงให้ความรู้สึกเหมือนกับไม่ได้รับความไว้วางใจจากอีกฝ่าย

 

และยังมีเรื่องของเอไลจาห์ผู้นั้น..ตั้งแต่แรกแกนดาล์ฟก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ธรันดูอิลจงใจปิดบังเรื่องของเอไลจาห์ไม่ให้บุตรชายรับรู้ จริงอยู่ว่าการไม่ต้องรู้เรื่องของเอลฟ์ชั่วช้าผู้นั้นคงเป็นเรื่องดีกว่า แต่ให้อย่างไรเลโกลัสก็เป็นเจ้าชาย ให้อย่างไรเด็กหนุ่มผู้นั้นก็แสดงออกมาชัดเจนแล้วว่าปรารถนาที่จะรู้ ทว่า..กลับถูกปกปิดจากผู้เป็นบิดา ด้วยถ้อยคำสามัญที่คงทำให้เจ้าชายเอลฟ์เจ็บปวดนัก

 

‘นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า’

 

แค่คิดถึงถ้อยคำที่ธรันดูอิลเอ่ยกับบุตรชาย มันก็ทำให้แกนดาล์ฟแทบจะแค่นเสียงออกมา แน่นอนว่าธรันดูอิลอาจมองเช่นนั้นจริงๆ อาจมองว่าการไม่บอกคือการปกป้องบุตรชายที่ดีที่สุด เพราะห่วงใย เพราะปรารถนาให้ได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องมีเรื่องร้ายมารบกวนจิตใจ หารู้ไม่ว่าบางทีการไม่บอกนั่นล่ะก็คือการทำให้คนที่ตนรักกลับเจ็บปวดที่สุด

 

และทั้งที่เรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับตัวเองมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ก็ยังคงไม่ได้รับบทเรียน ในเวลานั้นที่เอลรอนด์เลือกจะปิดบังไม่ให้เอสเทลรู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของตน ทั้งหมดนั่นก็เป็นเพราะรักมาก เพราะปรารถนาจะให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขที่สุดที่จะทำได้ ทว่าเมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด ชีวิตที่กลับกลายเป็นเหมือนภาพลวงตา ก็ทำให้อารากอร์นเลือกจะผละหนีไปด้วยความโกรธ

 

มันต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เอสเทลจะยอมอภัยให้บิดาบุญธรรมอีกครั้ง นานมากกว่าที่ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกจะกลับคืนมาอีกครา แน่นอนว่าแกนดาล์ฟย่อมไม่เห็นด้วยกับการที่เอลรอนด์ปิดบังเรื่องชาติกำเนิดของเอสเทลแต่แรก แต่ให้ยังไงนั่นก็คงเป็นความคิดในฐานะบิดาที่ปรารถนาจะให้บุตรชายมีความสุข ทว่าในกรณีของเลโกลัสนั้น กษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลไม่ใช่แค่เพียงบิดา แต่ยังเป็นคนรัก...และคนรักกันนั้นก็ไม่ควรปิดบังความจริงแก่กัน

 

“ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่เข้าใจความรู้สึกของท่าน”

 

แกนดาล์ฟถอนหายใจยาว ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักที่บิดามารดามีต่อบุตร และไม่มีความรักใดที่จะผูกพันลึกซึ้งยิ่งไปกว่าที่คู่พันธะชีวิตมีต่อกัน สำหรับกษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลแล้ว เลโกลัสเป็นทั้งบุตรชายคนเดียว เป็นทั้งคนรักเพียงหนึ่งเดียว ความรักที่มอบให้มันช่างมากมายจนยิ่งกลัวที่จะสูญเสีย ไม่อาจจะสูญเสียได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสูญเสียเลโกลัสไปได้ ทว่า..

 

“ความรักของท่าน ความช่างปกป้องของท่านท้ายสุดแล้วก็รังแต่จะไล่ต้อนเลโกลัสให้จนมุม ท่านอาจมองว่าสิ่งที่ท่านทำลงไปมันเป็นเพราะความรัก เป็นเพราะความปรารถนาที่จะปกป้องบุตรชายที่ท่านรัก แต่ท่านก็ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วนี่ ว่าบุตรชายของท่านรู้สึกเช่นไรกับสิ่งที่ท่านกระทำ” แกนดาล์ฟสูดควันเข้าปอดลึกเมื่อมองเสี้ยวหน้าเครียดขรึมของกษัตริย์เอลฟ์ผู้เย็นชา “ลองตรองดูให้ดีเถอะธรันดูอิล ว่าบุตรชายของท่านต้องการอะไรจากท่านกันแน่ ไม่เช่นนั้นความรักของท่านเองนั่นแหละที่จะเป็นเหตุให้ท่านต้องสูญเสียเลโกลัสไปในที่สุด!”

 

...สูญเสีย..เลโกลัส...?

 

คำสั้นๆสองคำที่กลับดังกังวานนักภายในใจของกษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ด...แม้หลังจากที่พ่อมดเทาและเอลรอนด์แยกย้ายกันกลับห้องตัวเองไปแล้ว แต่ถ้อยคำของแกนดาล์ฟก็ยังคงทำให้ธรันดูอิลไม่อาจสงบใจลงได้ ทั้งที่เชื่อว่าตนได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทำทุกอย่างก็เพื่อปกป้องเด็กน้อยที่เขารักเอาไว้ แต่สีหน้าและแววตาของเลโกลัสที่ตนได้เห็นก่อนที่ประตูจะปิดลงกลับทำให้รู้สึกเหมือนตนได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไป

 

ทั้งที่ข้าก็แค่อยากจะปกป้องเจ้าเท่านั้น...มันมีอะไรที่ผิดอย่างนั้นหรือ??

 

ท่ามกลางความมืดของราตรีกาล แสงจากโคมไฟสาดส่องลงมาบนร่างสูงผู้เดินอยู่บนระเบียงกว้าง ชายผ้าคลุมสีเงินยาวระพื้นเป็นประกายระยิบระยับราวกับแสงดาว มันเป็นภาพที่งดงามที่ปกติแล้วคงจะทำให้เหล่าเอลฟ์ในเมิร์ควู้ดต่างก็เหม่อมองด้วยความตะลึงหลง หากสำหรับเวลานี้พวกเขากลับทำได้แค่เพียงก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับกษัตริย์ผู้กำลังกริ้วโกรธ

 

..เลโกลัส..

 

ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรงขณะก้าวเดินไปตามเส้นทางที่เคยคุ้น แม้ว่าใจหนึ่งจะยังคงเต็มไปด้วยความโกรธ หากอีกใจกลับไม่อาจสงบลงได้ ทั้งที่คิดว่าจะคุมขังบุตรชายไว้จนกว่าอีกฝ่ายจะสงบสติลงได้มากพอ แต่สุดท้ายก็กลับเป็นตัวเขาเองที่สงบใจไม่ลง จำต้องยอมวางมือจากเอกสารราชการ แล้วมาหาเด็กน้อยผู้นั้นที่ใจเขาเฝ้าแต่ถวิลหา

 

“มายลอร์ด”

 

ทหารในหน่วยองครักษ์ที่ยืนเฝ้ายามหน้าห้องบรรทมของเจ้าชายค้อมศีรษะลงต่ำทันทีที่เห็นผู้มาเยือน เอลฟ์หนุ่มทั้งสองหลีกออกจากหน้าประตู เปิดทางให้ร่างสูงของผู้เป็นนายก้าวเข้ามาหยุดแทนที่ ดวงตาคู่สีฟ้าเทาเหม่อมองบานประตูที่ขวางกั้นระหว่างตนกับบุตรชายไว้ชั่วขณะ ก่อนที่มือเรียวงามจะขยับเคาะประตู..

 

ท่ามกลางความเงียบรอบด้านเสียงเคาะประตูดังแว่วกังวาน ทว่ากลับไม่มีเสียงใดดังตอบกลับมาจากในห้อง ธรันดูอิลถอนหายใจเบาๆ รู้ว่าบุตรชายของตนคงโกรธเกินกว่าที่จะตอบรับ

 

“เลโกลัส” เสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยนกระซิบเบาๆผ่านเข้าไปสู่ห้องด้านใน “ตอบข้าสิ หนูน้อยของข้า”

 

คำที่ทำให้เหล่าองครักษ์ถึงกับยิ้มด้วยความเก้อเขิน มันเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินกษัตริย์ของพวกตนเอ่ยเรียกหาใครสักคนด้วยน้ำเสียงแว่วหวานเช่นนั้น น้ำเสียงที่ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้มและคงทำทุกอย่างให้ตามที่ต้องการด้วยความยินดี

 

ทว่า...ยังคงไร้เสียงใดตอบกลับมาจากในห้อง เรียวคิ้วงามขมวดมุ่น มือขยับเคาะประตูไปอีกสองทีแต่ก็ยังคงไม่มีการตอบรับใดๆ มันเงียบเกินไป..เงียบจนน่าหวั่นกลัว...

 

หรือว่า..!?

 

“เลโกลัส!” จากเสียงแว่วหวานกลับกลายเป็นเสียงทุ้มกร้าว จากคำเรียกหากลับกลายเป็นคำสั่งที่บังคับให้ปฏิบัติตาม มือแกร่งที่เคยเคาะประตูอย่างนุ่มนวลกลับกลายเป็นทุบลงบนประตูอย่างแรง! “ตอบข้าเดี๋ยวนี้!”

 

..........อีกครั้งกับความเงียบที่ดังสะท้อนกลับมา ดวงตาสีฟ้าเทาของผู้เป็นกษัตริย์พลันกร้าวขึ้น ให้เหล่าองครักษ์ต่างก้มหน้างุดด้วยความหวาดหวั่น พวกเขาไม่มีขวัญกล้าพอที่จะมองสบตากับกษัตริย์ผู้กำลังโกรธา

 

“เปิดประตู!”

 

คำสั่งเยียบเย็นเหี้ยมเกรียม เพียงชั่วพริบตากับการไขกุญแจด้วยมือสั่นระริกขององครักษ์ในที่นั้น บานประตูห้องบรรทมของเจ้าชายก็ถูกเปิดออก ร่างสูงสง่าก้าวเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว เพียงเพื่อจะพบกับเตียงนอนอันว่างเปล่า และ..สายลมที่พัดเข้ามาจากทางหน้าต่างที่ถูกเปิดออกกว้าง....

 

...ไร้วี่แววของผู้ที่ควรจะอยู่ในห้องนี้...

 

“เลโกลัส!!”

 

 

+++++++++++++

 

 

เวลาเดียวกันที่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรในป่าเมิร์ควู้ด...เสียงกีบเท้าม้าสองตัวดังกระทบกับพื้นที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้งร่วงหล่น บนหลังม้าสีน้ำตาลเข้มที่นำหน้าคือร่างโปร่งของเจ้าชายเอลฟ์ผมทองผู้บังคับม้าด้วยความเชี่ยวชาญ มือขาวเนียนที่ดึงรั้งสายบังเหียนอย่างคล่องแคล่วบอกให้รู้ถึงความชำนาญทางที่มีต่อพื้นที่แถบนี้ทั้งหมด รู้และจดจำได้แม่นยำจนสามารถเดินทางได้แม้จะเป็นยามค่ำคืน

 

และนั่นก็คือสิ่งที่อารากอร์นไม่อาจทำได้ ชายหนุ่มชาวมนุษย์บังคับม้าสีดำของตนให้ตามหลังผู้เป็นสหายไปติดๆ จริงอยู่ว่าเขาอาจจะเคยท่องเที่ยวในป่านี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจชำนาญทางเทียบเท่ากับนักรบผู้อาศัยและต่อสู้บนดินแดนแห่งนี้มาตลอดได้อยู่ดี

 

มิหนำซ้ำ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่สายตาของเอลฟ์ยังดีกว่าสายตาของมนุษย์นับหลายร้อยเท่า อารากอร์นเชื่อว่าหากตนไม่ได้มีเลโกลัสคอยนำทางแล้วล่ะก็ ด้วยความเร็วขนาดนี้ ตัวเขาก็อาจจะบังคับม้าชนเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่แล้วก็เป็นได้

 

แต่กระนั้น..ต่อให้ชำนาญทางแค่ไหน หากไม่มีเรื่องเร่งร้อนจริงๆแล้ว แม้จะเป็นเอลฟ์ที่อาศัยอยู่ในป่าเมิร์ควู้ดมาทั้งชีวิต ก็ยังมีน้อยคนนักที่จะตัดสินใจเดินทางผ่านป่าอันตรายแห่งนี้ในยามค่ำคืน

 

และสาเหตุเดียวที่ทำให้พวกเขาทำเช่นนั้น ก็เป็นเพราะนัดหมายที่รออยู่....

 

ทายาทแห่งอิซิลดูร์ถอนหายใจเบาๆ ดวงตาคู่สีเทาเหลือบมองท้องฟ้า ดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยต่ำลงทุกขณะ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะฟ้าสาง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาที่เลโกลัสนัดหมายกับมนุษย์ที่จับตัวทอเรียลไป และ...อีกไม่กี่ชั่วโมงที่กษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลคงจะได้รู้ในที่สุดว่า บุตรชายสุดที่รักของตนได้แอบลอบหลบหนีออกมาแล้ว...

 

เมื่อคิดถึงเพลิงโทสะของกษัตริย์ผู้นั้น มันก็ทำให้อารากอร์นถึงกับเสียวสันหลังวาบ เป็นไปได้สูงว่าป่านนี้กองทัพเอลฟ์แห่งอาณาจักรเมิร์ควู้ดทั้งหมดอาจจะกำลังออกล่าหัวเขา แต่ว่า..ถึงจะรู้ว่าเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม รู้ว่าที่จริงแล้วสิ่งที่กษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลบอกออกมาก็ใช่จะไม่มีเหตุผล ทว่า..เพียงแวบเดียวก่อนที่บานประตูที่คุมขังจะปิดลง เพียงแวบเดียวที่ได้เห็นดวงตาสีฟ้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังนั่น แล้วอารากอร์นก็พบว่าเขาไม่อาจทนเพิกเฉยได้จริงๆ!

 

มันก็จริงว่าเลโกลัสอาจจะใจร้อนเกินไป บางทีสหายของเขาอาจจะไม่รอบคอบจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นทั้งหมดก็เป็นเพราะกษัตริย์เอลฟ์จงใจปิดบังเรื่องราวต่างๆไม่ให้รับรู้ไม่ใช่หรือ? ทั้งที่ปากบอกออกมาว่ารัก แต่กลับจงใจปิดบังเรื่องสำคัญไม่ให้รู้ สำหรับอารากอร์นที่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว ไม่ว่ายังไงก็อดไม่ได้ที่จะนึกโกรธแทนผู้เป็นสหายอยู่ดี

 

และก็เพราะอย่างนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจที่จะช่วย...หลังจากที่ยืนดูท่าทีอยู่หน้าห้องบรรทมของเจ้าชายอยู่พักใหญ่ อารากอร์นก็รู้ว่าไม่มีทางที่จะบุกฝ่าเข้าไปตรงๆได้ ไม่เพียงแต่ที่นี่อยู่ใจกลางพระราชวัง แต่ยังมีองครักษ์ยืนเฝ้าดูแลอยู่อีกหลายคน ต่อให้เขาช่วยเลโกลัสออกมาได้ แต่ก็คงไม่มีทางที่จะลอบหลบหนีออกไปจากเมืองได้อยู่ดี

 

ดังนั้น เขาจึงได้เริ่มมองหาทางอื่น...เป้าหมายถูกเปลี่ยนไปยังองครักษ์ที่ยืนเฝ้ายามอยู่บริเวณด้านล่างใต้หน้าต่างห้องนอนของเจ้าชาย อารากอร์นรอคอยจนถึงเวลาเปลี่ยนกะ ดวงตาคู่สีเทามองเอลฟ์ทั้งห้าคนที่ยืนเฝ้ายามอยู่บริเวณนั้นแน่วนิ่ง พวกเขาที่ต่างก็หันหลังให้กับด้านนอก ดวงตามองสูงขึ้นไปด้านบนราวกับเกรงว่าเจ้าชายของพวกตนอาจจะตัดสินใจกระโดดลงมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง

 

และก็เพราะอย่างนั้น เพราะเอลฟ์เหล่านี้ต่างก็ไม่ทันคิดว่าจะมีใครในเมิร์ควู้ดที่กล้าพอจะขัดคำบัญชาของกษัตริย์เพื่อช่วยเลโกลัสออกมา การเฝ้ายามที่ไม่ได้ระวังตัวต่อบุคคลภายนอกเลยสักนิด จึงเปิดโอกาสให้อารากอร์นจัดการกับเอลฟ์ทั้งห้าได้อย่างง่ายดาย

 

สันดาบกระแทกลงบนคอของเอลฟ์คนแรก ก่อนที่กำปั้นจะซัดเข้าใส่ท้องของเอลฟ์คนที่สอง ร่างสูงตวัดฟาดฟันด้วยสันดาบอย่างรวดเร็วด้วยทักษะเชิงดาบที่เรียนรู้มาจากบิดาบุญธรรม แล้วในชั่วพริบตาเอลฟ์ทั้งห้าก็ล้มลงกองอยู่แทบเท้า!

 

“ขอโทษทีนะ”

 

อารากอร์นพึมพำบอกอย่างรู้สึกผิดนิดหน่อย ก่อนที่ร่างสูงจะปาก้อนหินขึ้นไปทางหน้าต่างแทนสัญญาณ และเมื่อไม่มีเวรยามเฝ้าอยู่อีก การหลบหนีของเขากับเลโกลัสก็เป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น ใช่ มันราบรื่นเอามากๆ .ในตอนแรกเขายังเกือบจะรู้สึกสนุกด้วยซ้ำที่ได้หักหน้ากษัตริย์เอลฟ์เจ้าอารมณ์ผู้นั้น ทว่า..จนกระทั่งเมื่อหลายชั่วโมงผ่านมานั่นเอง เมื่อความรู้สึกโมโหแทนผู้เป็นสหายลดลง..ที่ชายหนุ่มจึงเพิ่งได้คิดว่า สิ่งที่ตนทำลงไปนั้นไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นความโกรธของกษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลอย่างรุนแรง แต่ยังเป็นการ..ขัดคำสั่งของบิดาบุญธรรม!!?

 

ทายาทแห่งอิซิลดูร์ถอนหายใจเฮือก ร่างสูงขยับไปมาบนหลังม้าอย่างกระสับกระส่าย จริงอยู่ความคิดว่าอาจจะต้องเผชิญหน้ากับกษัตริย์ผู้โหดเหี้ยมคนนั้นจะทำให้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างมากก็ตาม แต่มันเป็นใครอีกคนหนึ่งต่างหากที่ทำให้เขาหวั่นเกรงยิ่งกว่า

 

‘เอสเทล’

 

เพียงแค่คิดถึงเสียงนุ่มๆหากเย็นยะเยือกของบิดาบุญธรรม มันก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับตัวสั่น จริงอยู่ว่าน้อยครั้งนักที่ลอร์ดเอลรอนด์แห่งริเวนเดลล์จะบันดาลโทสะ แต่เมื่อใดก็ตามที่อีกฝ่ายมีโทสะขึ้นมา อารากอร์นก็แน่ใจว่าตนไม่อยากตกเป็นเป้าของโทสะนั้นอย่างแน่นอน

 

น่าเสียดายที่การกระทำในวันนี้ของเขาแทบเป็นการฝ่าฝืนกฎที่บิดาบุญธรรมตั้งเอาไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการลอบหลบหนีออกมากลางดึก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเลโกลัสหลบหนีออกมา หรือจะเป็นการที่จงใจออกไปทั้งที่รู้ถึงอันตรายแค่ไหน แต่ว่า..จะให้เขาปล่อยให้ผู้เป็นสหายโดนกักขังเอาไว้แบบนั้น..ก็ทำไม่ได้จริงๆ

 

เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้นอีกครั้ง อารากอร์นพยายามปัดความคิดในแง่ร้ายออกไปจากหัว ให้ยังไงเขาก็ลงมือทำไปแล้ว ต่อให้นึกเสียใจแค่ไหนก็ไม่มีทางย้อนเวลากลับไปได้ หรือต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้จริง อารากอร์นก็คิดว่าตนคงจะทำเช่นเดิมอยู่ดี เพราะว่า....เขารู้ว่ามันมีบางอย่างที่ผิดปกติ!

 

“มนุษย์ที่จับตัวทอเรียลไปเป็นใครกันแน่?”

 

เสียงทุ้มเอ่ยคำถามเยือกเย็น ดวงตาคู่สีเทามองแผ่นหลังของร่างโปร่งที่คล้ายจะนิ่งขึงไปชั่วขณะ ในความเป็นเพื่อนนับสิบปี มีหรือที่อารากอร์นจะไม่รู้สึกถึงความแปลกไปของผู้เป็นสหาย ทั้งการตัดสินใจที่ดูวู่วามจนผิดปกติ ทั้งการที่รู้ทั้งรู้ว่านี่เป็นกับดักแต่ก็ยังยอมก้าวเข้าไปหา เหนืออื่นใดคือความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากดวงตาสีฟ้าคู่นั้น นั่นคือ ความกลัว..และความรู้สึกของการถูกไล่ต้อนให้จนมุม!?

 

“ถ้าเจ้ายังคิดว่าข้าเป็นสหายแล้วล่ะก็ ได้โปรดอย่าโกหกข้า เลโกลัส ข้ารู้ว่ามนุษย์ที่จับตัวทอเรียลไปต้องมีบางอย่างที่พิเศษสำหรับเจ้า”

 

“พิเศษ..งั้นเหรอ?”

 

เงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เสียงกังวานใสจะเอ่ยขึ้นอย่างเจือหยัน ดวงตาคู่สีฟ้ามองออกไปยังความมืดที่รายล้อมอยู่รอบกาย มืดมิดเช่นเดียวกับคืนนั้น มืดเหมือนคืนที่เขาได้รู้จักกับความเจ็บปวดเป็นครั้งแรก..

 

หากเลือกได้เลโกลัสก็ไม่อยากที่จะเอ่ยบอก ไม่อยากพูดถึงความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตนให้ใครรับรู้ ทว่าสำหรับสหายผู้ยอมเสี่ยงช่วยเขาออกมานั้น ไม่ว่าอย่างไรอารากอร์นก็จะมีสิทธิ์ที่จะได้รู้ความจริง

 

“หากข้าบอกว่า..” เสียงใสชะงักลงเล็กน้อย มือที่จับสายบังเหียนแน่นจนเจ็บแปลบ “..ว่าชายผู้นั้นคือคนเดียวกับฮันเตอร์ที่เคยจับตัวข้าไปเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนนั่น เจ้าจะว่ายังไง เอสเทล?”

 

“ปะ...เป็นไปไม่ได้!!!?”

 

ในร้อยพันคำตอบที่คาดว่าจะได้ยิน นั่นคือหนึ่งในสิ่งที่อารากอร์นแทบไม่ได้คาดฝันอย่างที่สุด ดวงตาคู่สีเทาเบิกกว้าง เมื่อเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่แทบจะเป็นตะโกน

 

“มันเป็นไปไม่ได้!! พ่อของเจ้าไม่มีทางปล่อยให้มันมีชีวิตรอด หรือต่อให้มันรอดชีวิตมาได้ นี่ก็ผ่านมาสี่ร้อยปีแล้ว เลโกลัส! ต่อให้ชายผู้นั้นมีสายเลือดของชาวนูเมนอร์ เวลาสี่ร้อยปีก็ยังมากพอที่จะทำให้กระดูกของมันกลายเป็นฝุ่นผง..!!”

 

“ข้ารู้..” ฟันคมขบลงมาบนริมฝีปาก เลโกลัสย่อมรู้ถึงเหตุผลข้อนี้ดี ทว่าแม้สมองจะรู้ว่าไม่มีทางที่ชายคนนั้นจะยังมีชีวิตอยู่ หากใจกลับไม่อาจคิดเป็นอื่น..ชั่ววินาทีที่ได้เผชิญหน้ากับชายคนนั้น ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในความทรงจำก็คล้ายจะหวนคืนมาอีกครั้ง “ข้ารู้ดี เอสเทล”

 

มือกำสายบังเหียนแน่นจนเจ็บ สำหรับเอลฟ์ผู้มีชีวิตนิรันด์แล้ว วัยเด็กคือช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่บาดเจ็บได้ง่าย หรือจิตใจที่หากถูกทำร้ายครั้งหนึ่ง แม้ผ่านไปกี่สิบกี่ร้อยปี บาดแผลนั่นก็จะไม่มีวันจางหาย และสำหรับเจ้าชายเอลฟ์แล้ว ความอำมหิตของฮันเตอร์ชาวมนุษย์ ความผิดหวังที่มีต่อตนเองที่ไม่อาจช่วยชีวิตของกาเลนและเจนัสได้ ก็คือบาดแผลที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่มีวันเลือนหายไปจากใจ

 

“ข้ารู้ดี เพราะงั้นข้าถึงจำเป็นต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง” เสียงใสมั่นคงขึ้น แม้จะหวาดกลัว แม้จะหวาดหวั่น หากเลโกลัสก็ไม่ใช่คนที่จะถอยหนีเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่หวั่นกลัว “ข้าต้องเห็นด้วยตาตัวเองว่ามนุษย์ผู้นั้นใช่คนเดียวกับฮันเตอร์โจชัวหรือไม่ และครั้งนี้ข้าจะไม่ทำให้ใครผิดหวังในตัวข้าอีก ข้าจะไม่ทำให้ทอเรียลผิดหวังในตัวข้า!!”

 

นั่นเป็นเหมือนคำสัญญาที่มีให้กับตัวเอง ร่างโปร่งบังคับม้าให้ออกวิ่งเร็วขึ้น..เขาในวันนี้ไม่ใช่คนเดียวกับเด็กน้อยอ่อนแอเมื่อหลายร้อยปีก่อนอีกแล้ว และครั้งนี้เขาจะต้องช่วยทอเรียลให้จงได้!!

 

...จะไม่ปล่อยให้นางตายเหมือนอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น... 

 

ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด อารากอร์นได้แต่มองตามแผ่นหลังของผู้เป็นสหายด้วยความรู้สึกสับสน ลางสังหรณ์บอกเขาว่านี่คือกับดัก แต่บางทีเรื่องนี้เลโกลัสก็คงรู้ดีอยู่แล้ว รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายมากแค่ไหน เพียงแต่..หากเปลี่ยนตัวเขาเป็นเลโกลัสแล้วล่ะก็ กับดักอันนี้ต่อให้รู้ว่าอันตรายเพียงใด ก็คงจะยังตัดสินใจโดดลงไปอยู่นั่นเอง

 

เพราะความสงสัยใคร่รู้มันมากเกินกว่าจะหยุดยั้งได้...!!

 

ทายาทแห่งอิซิลดูร์ถอนหายใจเฮือก อย่างช้าๆรอยยิ้มค่อยๆแต่งแต้มบนมุมปาก มือตบลงบนหลังม้าให้รีบวิ่งตามเลโกลัสไป จริงอยู่ว่านี่คือกับดัก จริงอยู่ว่านี่คือการกระทำที่แสนอันตราย เพียงแต่หากศัตรูพวกนั้นคิดว่านั่นจะทำให้ตนเองได้เปรียบล่ะก็ พวกมันก็คิดผิดมากแล้ว...!!

 

เพราะทั้งเขาและเลโกลัสต่างก็ไม่คิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เลยสักนิด!!

 

 

ชายป่าทิศเหนือ ยามรุ่งสาง 

 

ผิดกับบริเวณทิศทางอื่นที่ติดกับที่ราบ หากบริเวณชายป่าทิศเหนือของเมิร์ควู้ดกลับเชื่อมต่อกับแนวทิวเขา เมฆหมอกเคลื่อนตัวลงมาบดบังให้แม้แต่แสงอาทิตย์ก็ยังยากจะลอดผ่าน ไอเย็นยะเยือกของฤดูหนาวก่อเกิดเป็นทัศนียภาพสวยงามแปลกตาอีกแบบหนึ่ง

 

ทว่าสำหรับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำที่มีมากมายนับร้อยในทิวเขาแถบนี้ โดยไม่อาจแม้แต่จะก่อกองไฟขึ้นด้วยเกรงว่าจะเป็นจุดจับสังเกตนั้น ต่อให้ทิวทัศน์รอบกายจะสวยงามอีกแค่ไหนก็คงยากที่จะชื่นชมอยู่ดี

 

“เมื่อไหร่ไอ้เจ้าชายเอลฟ์นั่นถึงจะเสด็จมาได้ซะทีวะ!!”

 

ชายร่างใหญ่สบถด่าพลางยกเท้าถีบผนังถ้ำอย่างโมโห เสียงก้องกังวานนั่นเรียกสายตาของชายหนุ่มชาวมนุษย์อีกหลายสิบคนที่อยู่ในถ้ำเดียวกันให้หันมามอง บ้างก็มีสายตาหงุดหงิดไม่แพ้กัน บ้างก็มีสายตาที่ฝืนข่มกลั้นโทสะ จริงอยู่ว่าพวกเขาต่างก็เป็นฮันเตอร์มืออาชีพ หากแต่การต้องทนซ่อนตัวอยู่ในถ้ำที่หนาวเย็นนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน มันก็มากพอที่จะทำให้ความอดทนของทุกคนต่างก็หลงเหลืออยู่ไม่มากนัก

 

“ใจเย็นไว้ก่อนน่า ควิล แกก็ได้ยิน ‘ลูกพี่’ นัดกับเจ้าเอลฟ์นั้นแล้วนี่ อีกไม่นานมันก็คงมาถึงแล้ว” ซัจ ชายหนุ่มอีกคนที่มีท่าทางเยือกเย็นกว่าเอ่ยบอก มือหยาบกร้านยกขึ้นกอดอกแน่นให้คลายหนาว เมื่อหัวเราะเสียงพร่ายามที่นึกถึงใบหน้างดงามของเอลฟ์ผู้นั้น “เอาไว้พอมันมาถึงเมื่อไหร่ พวกเราก็ใช้ร่างกายของมันคลายหนาวซะเลยเป็นไง!”

 

คำพูดหยาบคายได้รับเสียงตอบรับด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือจากรอบข้าง นอกจากตัวเขาและควิล ที่เป็นลูกน้องที่ขึ้นตรงกับ ‘ลูกพี่’ แล้ว คนอื่นๆในที่นี้ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นฮันเตอร์มือดีที่ได้รับการว่าจ้างให้มาช่วยงาน โดยแลกกับส่วนแบ่งมากมายมหาศาลทันทีที่จับตัวเจ้าชายเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดได้

 

จริงอยู่ว่าทันทีที่เหล่าฮันเตอร์สูงวัยรู้เข้าว่าพวกเขาจะมาล่าใคร ชายแก่เหล่านั้นต่างก็รีบคัดค้านเสียงแข็ง หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีวันยอมมาร่วมด้วย ทว่าก็ยังมีเหล่าฮันเตอร์รุ่นใหม่รวมถึง ‘ลูกพี่ของเขา’ ที่ไม่เห็นเมิร์ควู้ดอยู่ในสายตาสักนิด

 

‘พวกแกไม่เข้าใจ กษัตริย์เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดไม่ใช่ผู้ที่เราจะไปแตะต้องได้!!’

 

ซัจเบ้ปากด้วยความหยามหยัน ไอ้แก่พวกนั้นคงใกล้จะลงโลงเต็มทีถึงได้เอาแต่นั่งกลัวกษัตริย์เอลฟ์ที่ไม่มีแม้แต่แหวนแห่งอำนาจเพื่อใช้ปกป้องดินแดนตัวเอง ต่อให้เป็นกษัตริย์เอลฟ์แล้วยังไง ต่อให้ฝีมือการสู้รบจะเก่งกาจสมคำล่ำลือแล้วยังไง ก็ไม่มีทางจะปกป้องเอลฟ์ทุกคนในอาณาจักรของตนเองได้อยู่ดี!

 

และไม่มีทางที่จะปกป้องผู้ที่ ‘ลูกพี่’ ของเขาหมายตาเอาไว้!!

 

......แค่เพียงคิดถึงเจ้าชายเอลฟ์ผู้นั้น มันก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับเลียริมฝีปาก แม้ว่าเขาจะไม่เคยสงสัยในการตัดสินใจของลูกพี่ แต่ครั้งนี้เมื่อดูจากจำนวนฮันเตอร์ที่อีกฝ่ายระดมจ้างมา มันก็ยังทำให้สงสัยว่าคุ้มค่าแล้วหรือกับการลงทุนขนาดนี้เพียงเพื่อจับตัวเอลฟ์ผู้หนึ่ง

 

ทว่า..เมื่อได้พบหน้าเป็นครั้งแรกจึงได้รู้ว่า คำว่ามีค่าควรเมืองนั้นมันเป็นเช่นไร...

 

...ภายในป่าที่มืดทะมึนด้วยอันตราย ร่างโปร่งบางในชุดรัดกุมสีเข้มดูทระนงองอาจ ดวงตาสีฟ้าใสสวยงามยิ่งกว่าท้องฟ้า เส้นผมสีทองเจิดจรัสราวกับแสงตะวัน วงหน้างดงามราวกับภาพฝัน ความฝันที่กลายมาเป็นความจริง...

 

ซัจหัวเราะเสียงแหบพร่า แม้ว่าจะเคยพบเจอเอลฟ์มามากมาย แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกจริงๆที่เขาได้พบกับเอลฟ์ผู้งดงาม จนแม้แต่กษัตริย์มนุษย์ก็อาจจะยอมยกบัลลังก์ของตนให้เพื่อแลกกับการได้ครอบครองเจ้าของความงามอันเป็นนิรันด์นี้...และสำหรับตัวเขาและฮันเตอร์คนอื่นๆในที่นี้ สิ่งที่ขอก็คงเป็นแค่ส่วนแบ่งมหาศาล และ...การได้ลิ้มลองเรือนกายงดงามนั่นสักครั้งหนึ่ง

 

ในจิตใจที่บิดเบี้ยวของเขาปรารถนาจะได้เห็นวงหน้าที่งดงามหากก็เย็นชานั่น ต้องแปรเปลี่ยนไปด้วยความเจ็บปวด...

 

ควิลมองสีหน้าหื่นกระหายของผู้เป็นเพื่อนด้วยความเดียดฉันท์ แน่นอนว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกัน แต่ควิลก็ไม่เคยเข้าใจรสนิยมที่ชื่นชอบการข่มขืนเพศเดียวกันของอีกฝ่ายเลยสักนิด ต่อให้เจ้าชายเอลฟ์คนนั้นจะหน้าตางดงามแค่ไหน แต่ให้ยังไงก็เป็นผู้ชายอยู่ดี ถ้าให้เขาเลือกแล้วล่ะก็..ขอเป็นแม่สาวเอลฟ์คนนั้นยังจะดีซะกว่า

 

คิดพลางดวงตาคู่สีเข้มก็ปรายมองไปยังด้านในของถ้ำ ชิดกับผนังหินด้านหนึ่งคือร่างแบบบางที่ถูกล่ามโซ่ของหญิงสาวชาวเอลฟ์ผู้มีผมสีแดงดุจประกายเพลิง เขาอยากรู้นักว่าลีลาบนเตียงของนางจะเร่าร้อนเช่นเดียวกับสีสันของเส้นผมหรือไม่

 

แค่คิดก็มากพอจะทำให้ตัณหาเกิดขึ้นในใจ ร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้าไปด้านในของถ้ำด้วยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหายสะท้อนภาพของหญิงสาวที่มีท่าทางระวังจนตัวเกร็งทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ จริงอยู่ว่าเคยมีคำกล่าวโง่ๆว่าไม่ควรทำร้ายตัวประกัน แต่ว่าพวกเขาเหล่าฮันเตอร์ต่างก็เป็นเศษสวะที่พร้อมจะทำเรื่องชั่วๆทุกอย่างอยู่แล้ว

 

“เจ้าคิดจะทำอะไร”

 

ทอเรียลถามเสียงกร้าว ร่างบางถอยหลังไปจนชิดกับผนัง ฟันคมขบลงมาบนริมฝีปากด้วยความโกรธคละเคล้าไปกับความหวั่นกลัว

 

“อย่ากลัวไปเลยน่าสาวน้อย” ควิลฉีกยิ้มกว้าง “ข้าก็แค่อยากมาชวนเจ้าขึ้นสวรรค์ด้วยกันระหว่างรอเจ้าชายเอลฟ์มาหายังไงล่ะ”

 

“สารเลว!!”

 

ไม่เคยมีครั้งใดที่ทอเรียลจะรู้สึกอับจนปัญญาเท่านี้มาก่อน ข้อมือเล็กบางพยายามสลัดออกจากโซ่อย่างไร้ผล หยาดน้ำตาอุ่นๆเอ่อคลอในดวงตาเมื่อรู้สึกถึงมือหยาบกร้านคู่นั้นที่แตะต้องลงมาบนผิวกายของนาง

 

..ทำไม..ทำไมนางถึงต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ด้วย..เพราะอะไร..???

 

แล้วความคิดก็มีอันหยุดลง เมื่อสัมผัสของมือหยาบกร้านนั้นกลับกลายเป็นสัมผัสของหยาดหยดโลหิตที่สาดกระเซ็น!!?

 

ชั่วพริบตาที่ราวกับชั่วนิรันด์...แพขนตาสีเข้มกระพริบรัวๆราวกับไม่อาจเชื่อสายตา มือสกปรกที่เคยแตะต้องนางข้างนั้นกลับร่วงหล่นลงบนพื้น โลหิตพุ่งออกมาจากบาดแผลของชายหนุ่มชาวมนุษย์ที่กำลังแผดร้องลั่น!

 

“นี่สำหรับการที่เจ้ากล้าแตะต้องทอเรียล”

 

ท่ามกลางเสียงแผดร้องโหยหวน เสียงนุ่มทุ้มกังวานใสช่างให้ความรู้สึกราวกับมัจจุราช เหล่าฮันเตอร์ในถ้ำต่างก็ถลันลุกขึ้นยืนอย่างแทบไม่เชื่อสายตา นาทีหนึ่งพวกเขาเคยอยู่ในสภาพผ่อนคลายเพื่อรอการมาถึงของอีกฝ่าย หากอีกนาทีหนึ่ง..เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างโปร่งบางของเจ้าชายเอลฟ์ผมทองก็กลับก้าวเข้ามาถึงตัวประกันอย่างรวดเร็ว!?

 

“พวกสอดแนมทำอะไรอยู่!? ทำไมไม่มีใครรายงานขึ้นมา!!”

 

ซัจตะโกนก้อง ร่างสูงกระโดดลุกขึ้นยืนพร้อมกับดาบในมือ ทว่า...

 

“เสียใจด้วยนะ แต่พวกมันตายหมดแล้ว” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นพร้อมกับที่คมดาบแทรกผ่านเข้าไปในร่างกายของฮันเตอร์ อารากอร์นมองร่างของชายหนุ่มที่ล้มลงกองแทบเท้าอย่างไร้ความรู้สึก แม้ว่าเขาจะไม่ชอบการสังหารมนุษย์ แต่สำหรับฮันเตอร์ผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการลักพาตัวเอลฟ์ไปขายนั้น แม้แต่โทษตายก็อาจจะเบาบางเกินไปสำหรับพวกมัน

 

“ฆ่ามัน! ฆ่าหมอนี่ซะแล้วจับตัวเอลฟ์เอาไว้!!”

 

แว่วเสียงใครคนหนึ่งที่ยังพอมีสติหลงเหลือตะโกนสั่งการ อารากอร์นแค่นหัวเราะหยัน ดาบในมือฟาดฟันต้านรับการกลุ้มรุมอย่างไม่นึกพรั่น เห็นได้ชัดว่าพวกมันประมาทเกินไปที่คิดว่ามาซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้วจะชิงความได้เปรียบไว้ได้ ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าสำหรับเจ้าชายเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นถ้ำหรือหน้าผาที่อยู่บริเวณทิวเขาแถบนี้ต่างก็คุ้นเคยดีราวกับหลังมือของตนก็ไม่ปาน

 

“เร็วเข้า เลโกลัส!!” อารากอร์นตะโกนบอกพร้อมกับแทงดาบใส่หัวใจของชายมนุษย์คนหนึ่ง ฝีมือการต่อสู้โดยรวมของอีกฝ่ายจัดว่าธรรมดา แต่จำนวนนับร้อยที่กำลังแห่แหนกันเข้ามานี่สิ..ที่ทำให้เป็นปัญหายิ่งกว่า

 

“ไหวมั้ย ทอเรียล?”

 

เจ้าชายเอลฟ์ถามพลางช่วยปลดโซ่ออกจากข้อมือข้อเท้าของอดีตองครักษ์ประจำตัวให้ ดวงตาคู่สีฟ้ากวาดมองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าบาดแผลส่วนใหญ่เป็นแค่ตามรอยช้ำตามตัวเท่านั้น ทอเรียลพยักหน้าน้อยๆเมื่อยันกายขึ้นยืนอย่างไม่ลำบากนัก มือเรียวงามกุมดาบที่ถูกยื่นมาให้จนแน่น

 

“ข้ายังสู้ไหว” เสียงพร่าดังลอดผ่านริมฝีปากที่แตกช้ำ “ไม่ต้องเป็นห่วงไป เลโกลัส”

 

“เข้าใจแล้ว” เอลฟ์หนุ่มพยักหน้าน้อยๆ “ถ้างั้นก็รีบไปกันเถอะ ที่นี่ไม่ควรอยู่นานนัก”

 

ขาดคำ ดาบสั้นในมือขวาก็ตวัดออกตัดหัวฮันเตอร์ที่วิ่งเข้ามาใกล้ เลโกลัสก้าวนำหน้าเบิกทางออกจากถ้ำ โดยมีองครักษ์สาวคอยระวังหลังให้เหมือนเช่นเคย มันเป็นเหมือนเช่นทุกครั้งที่เจ้าชายเอลฟ์สามารถต่อสู้ได้อย่างสบายใจ โดยรู้ว่ามีทอเรียลคอยระวังข้างหลังให้ นั่นเป็นความรู้สึกความเชื่อใจที่สั่งสมมาจากการต่อสู้ร่วมกันนานนับร้อยปี พวกเขาในแง่หนึ่งคือเจ้าชายเอลฟ์และองครักษ์ หากในอีกแง่หนึ่งก็คือสหายที่ต่างก็ไว้ใจฝากชีวิตให้แก่กันและกัน

 

“มาเร็ว เอสเทล!”

 

เลโกลัสตะโกนบอกสหายชาวมนุษย์ให้เข้ามารวมกลุ่ม พวกเขาสู้พลางถอยพลางออกไปจากบริเวณทิวเขา และอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะเข้าสู้บริเวณเขตแดนของป่าเมิร์ควู้ด หากกระนั้นทั้งที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี แต่ลึกๆในใจของเจ้าชายเอลฟ์กลับยังคงเต็มไปด้วยความกังวล

 

ทั้งเรื่องที่ทุกอย่างดูราบรื่นเกินไป ทั้งเรื่องที่ชายผู้เป็นหัวหน้าคนนั้นกลับไม่แม้แต่จะปรากฏตัวเลยสักนิด มันเป็นไปไม่ได้ที่ชายคนนั้นจะยอมปล่อยให้เขาหนีไปง่ายๆแบบนี้

 

อารากอร์นเองก็รู้สึกถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน ร่างสูงเพิ่มความเร็วในการลงมือสังหารมากขึ้น เขารู้ว่าเลโกลัสกำลังกังวลกับสถานการณ์ที่ผิดปกตินี่ เขาเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน ไม่มีทางเลยที่หลังจากที่ชายคนนั้นยอมเปลืองความคิดมากมายในการจับตัวทอเรียลเพื่อล่อให้เลโกลัสมาหา แล้วทั้งที่เจ้าชายเอลฟ์ก็อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่แม้แต่จะโผล่หัวออกมาแม้แต่น้อย?

 

หมอนั่นวางแผนอะไรอยู่กันแน่?? 

 

ในความกังวล ดวงตาคู่สีเทาปรายมองไปยังผู้เป็นสหายที่สู้อยู่ไม่ห่างออกไปนัก ที่ด้านหลังของเลโกลัส..ฮันเตอร์ผู้หนึ่งที่สู้จนเลือดเข้าตาได้เงื้อดาบขึ้นอย่างหมายฟันลงมาบนแผ่นหลัง ทว่าเจ้าชายเอลฟ์กลับไม่หลบหลีกด้วยเชื่อมั่นในตัวทอเรียลที่สู้อยู่ข้างกายตน เช่นเดียวกันอารากอร์นก็ไม่คิดจะเตือนด้วยรู้ว่าผู้เป็นองครักษ์ย่อมจะปกป้องนายของตน ทว่า...

 

บางทีมันคงเป็นโชคชะตา บางทีมันคงเป็นความบังเอิญที่ทำให้อารากอร์นทันได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ในชั่วพริบตานั้นที่ทอเรียลยกดาบขึ้นอย่างพร้อมจะต้านรับ ในชั่วพริบตาที่หญิงสาวนางนั้นมีท่าทางสับสนลังเล แล้วในชั่ววินาทีต่อมาดาบในมือก็กลับลดลงต่ำ ร่างโปร่งบางก้าวห่างออกมา เปิดให้แผ่นหลังของเจ้าชายเอลฟ์อยู่ในสภาพโล่งไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง!?

 

“ตายซะเถอะ!!”

 

ฮันเตอร์หนุ่มตะโกนกร้าว ดาบในมือฟาดฟันลงมาอย่างหมายสังหารเอลฟ์รูปงามที่ฆ่าพรรคพวกของเขา ดวงตาคู่สีฟ้าทันได้หันมามองประกายดาบที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาเพียงชั่วแวบ แล้วภาพเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นสีแดงฉานของโลหิต!!

 

“เอสเทล!!”

 

 

 

- - - - TBC. - - - -

 

 
 
 
กราบสวัสดีทุกท่านหลังจากไม่เจอกันมาพักใหญ่ๆ  คงไม่มีคำแก้ตัวอะไรมากไปกว่าตอนนี้แต่งยากจริงๆค่ะ ตัดสินใจลำบากมากว่าใครควรจะเป็นคนดำเนินเรื่อง ลบแล้วแก้อยู่ประมาณ 30-40 ครั้งได้ ถึงออกมาเป็นต้นฉบับในตอนนี้ โดยส่วนตัวคิดว่าตอนนี้สั้นไปหน่อย แต่เพราะจำเป็นที่จะต้องขึ้นตอนใหม่ก็เลยต้องตัดตอนแต่เพียงเท่านี้นะคะ /ฮา
 
 
อนึ่ง กำหนดออกเล่ม 3 ยังคงเป็นกย.เช่นเดิม และเปิดพรีออเดอร์ช่วงเดือนสิงหาเช่นเดิม ยังไม่มีการเลื่อนแต่อย่างใดค่ะ //ปั่นเต็มที่